วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2557

คนอ้วนออกกำลังกายแบบไหนดี


     แม้การออกกำลังกายจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการดูแลตัวเอง และเป็นวิธีดูแลรูปร่างที่เห็นผลชัดเจน แต่สำหรับคนที่มีรูปร่างใหญ่จนถึงขั้นอ้วน การออกกำลังกายอย่างหนักอาจไม่ใช่วิธีที่ดีในการดูแลตัวเอง ตรงกันข้ามยังอาจกลายเป็นการทำร้ายให้สุขภาพ แย่ลง เนื่องจากขาจะต้องแบกรับน้ำหนักมากจนเกินไป และไขมันที่สะสมอยู่มากก็อาจทำให้ร่างกายหายใจไม่ทันกับความเหนื่อย ดังนั้น หากคุณมีภาวะร่างกายดังกล่าว ควรทราบถึงวิธีออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับคนอ้วน เพื่อให้คุณมีกลับมามีรูปร่างสมส่วน พร้อมด้วยสุขภาพ ที่ดี

      สำหรับคนอ้วนแล้ว วิธีที่ดีถูกต้องในการออกกำลังกายเพื่อควบคุมน้ำหนักตัวนั้น ควรทำควบคู่ไปกับการจำกัดอาหาร โดยในคนอ้วนที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อนเลย อาจเริ่มต้นจากการทำตัวให้กระฉับกระเฉง ลดเวลาของกิจกรรมการพักผ่อนประจำวัน อย่างเช่น การดูโทรทัศน์ การเล่นเกมคอมพิวเตอร์ให้น้อยลง แล้วแบ่งเวลาเหล่านั้นมาเพื่อการออกกำลังกายเบาๆ อาทิ การทำสวน การล้างรถ การทำความสะอาดบ้าน รวมทั้งเดินให้มากขึ้น เช่น ช่วงเวลาพักเที่ยงควรเดินออกไปรับประทานอาหารยังที่ไกลๆบ้าง หรือหันมาใช้บันไดแทนการใช้ลิฟท์ โดยค่อยๆเพิ่มจำนวนชั้นขึ้นทีละน้อย ส่วนในวันหยุดอาจออกกำลังกายโดยการปั่นจักรยานไปรอบๆสวนสาธารณะ หรือรอบหมู่บ้าน ทั้งนี้ก็เพื่อให้ร่างกายเกิดความเคยชิน และเตรียมพร้อมสำหรับการออกกำลังกายในขั้นต่อไป

      เมื่อสังเกตว่าร่างกายของคุณแข็งแรงมากขึ้นแล้ว จึงเริ่มออกกำลังกายโดยใช้กล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ เช่น บริเวณลำตัว แขน ขา และหลังให้มากขึ้น โดยหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ต้องใช้แรงกระโดดหรือกระแทก เพราะจะทำให้ข้อเข่าอักเสบเนื่องจากทานแรงกดจากน้ำหนักตัว ซึ่งการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับคนอ้วนก็คือ การเดินเร็วๆ วันละ 30 นาทีติดต่อกันทุกวัน โดยให้เดินเร็ว แกว่งแขนให้สลับกับเท้าที่ก้าวเดิน สาวเท้ายาวๆ และเหวี่ยงแขนสูงๆ ซึ่งอาจเลือกช่วงเวลาในการออกกำลังกายเป็นช่วงเช้าหรือเย็นก็ได้ แต่ควรเป็นเวลาเดียวกันทุกวันเพื่อฝึกความเคยชิน สำหรับผู้ที่ต้องนั่งทำงานเกือบตลอดทั้งวัน อาจใช้วิธีการออกกำลังกายแบบลุกนั่ง โดยค่อยๆทำอย่างช้าๆ ระมัดระวังไม่ให้เกิดการบาดเจ็บ

      สำหรับวิธีการออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญแคลอรี่อย่างได้ผลนั้น ต้องใช้พลังงานวันละ 500 กิโลแคลอรี ซึ่งจะช่วยให้สามารถลดน้ำหนัก ได้สัปดาห์ละประมาณ ครึ่งกิโลกรัม อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับคนอ้วนก่อนออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาอย่างจริงจังก็คือ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพ ให้ทราบข้อจำกัดของตัวเอง เพื่อจะได้ป้องกันและฝึกด้วยความปลอดภัย

      จากที่กล่าวไปแล้วว่า การออกกำลังกายสำหรับคนอ้วนเพื่อการควบคุมน้ำหนักนั้น จำเป็นต้องทำควบคู่ไปกับการจำกัดปริมาณอาหาร ซึ่งเป็นพลังงานขาเข้า ดังนั้น จึงควรทราบถึงวิธีการบริโภคอย่างถูกหลัก เพื่อให้ร่างกายได้ประโยชน์อย่างสูงสุด กล่าวคือ คุณควรรับประทานอาหารให้ครบทุกมื้อ เพื่อให้ระบบเผาผลาญทำงานอย่างปกติ พร้อมกับหันมารับประทานผักและผลไม้ให้มากๆ โดยเฉพาะชนิดที่มีกากใยสูง รับประทานเนื้อสัตว์ประเภทปลาให้มากขึ้น เลือกเป็นแบบที่ผ่านการต้ม หรือนึ่งจะดีที่สุด และอย่าลืมหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่นตัวและน้ำตาลสูง เช่น ขนมขบเคี้ยว หรือคุ้กกี้ต่างๆ โดยหากต้องการดื่มกาแฟ ควรเลือกดื่มกาแฟที่ไม่หวานจนเกินไป ใช้ครีมเทียมไขมันต่ำ เพื่อช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงานจากเครื่องดื่มน้อยลง นอกจากนี้ยังควรดื่มน้ำให้ได้วันละไม่ต่ำกว่า 1.5 ลิตร/วัน

      รูปร่างที่สมส่วน และสุขภาพ ที่ดีไม่ใช่สิ่งที่ไกลเกินฝันสำหรับคนอ้วน เพียงแค่เริ่มเอาใจใส่ตัวเองตั้งแต่วันนี้ โดยรับประทานอาหารให้พอเหมาะครบทั้ง 5 หมู่ และขยับตัวให้มากขึ้น เพื่อหลีกไกลจากโรคภัยต่างๆ รวมทั้งเป็นรางวัลแห่งชีวิตที่ไม่ไกลเกินจะไขว่คว้า


ที่มา...Nestle

ขิง สุดยอดสมุนไพรในตำนาน


   ขิง เป็นสมุนไพรที่มีมาตั้งแต่สมัยอดีตกาลนานมาแล้ว      โดยปรากฏอยู่ในคัมภีร์อัลกุรอ่านและผลงานเขียนของขงจื๊อ (เมื่อกว่า 3000 ปีมาแล้ว) และขิงก็มีอยู่ในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยมายาวนาน

      ผลการวิจัยล่าสุดพบว่าผู้หญิงที่มีอายุในช่วง 50-60 ปีที่รับประทานขิงเป็นประจำมีประสิทธิภาพของสมองดีขึ้น "ขิง มีส่วนช่วยให้ neuroprotective function ดีขึ้น" Kathleen McFarlane ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพของออสเตรเลียกล่าว "นั่นก็หมายความว่าขิงมีส่วนช่วยในการลดโอกาสการเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้เช่น กัน"      นอกจากนี้การใส่ขิงป่น 100 กรัมลงไปในสลัดหรือผัดผักที่ท่านรับประทานเป็นประจำ ก็เป็นการเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้กับอาหารได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย นอกจากจะช่วยบำรุงสมองแล้ว ขิงยังมีฤทธิ์เป็นยาแก้ปวดได้อีกด้วย ขิงมีประสิทธิภาพในการยับยั้งอาการอักเสบของข้อต่อและกล้ามเนื้อ เปรียบเสมือนยาบรรเทาปวด (Analgesic) "สำหรับการบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ, การรับประทานอาหารที่ประกอบด้วยขิงในส่วนผสมควบคู่กับการรับประทานยา ปฏิชีวนะ ช่วยให้อาการปวดกล้ามเนื้อหายได้ไวขึ้น" Pam Stone ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจากประเทศออสเตรเลียกล่าว

      สำหรับประโยชน์ของน้ำขิงก็สามารถช่วยบรรเทาอาการของโรคภูมิแพ้ได้เช่นกัน      การดื่มน้ำขิงอุ่นๆ สามารถช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ อาการคัดจมูกและบรรเทาอาการหวัดได้ การใส่น้ำมะนาว แล้วน้ำผึ้งผสมกับชาขิงร้อนๆก็มีสรรพคุณเป็นยาที่ดีมากมาย รวมไปถึงอาการปวดท้องจากอาการลำไส้แปรปรวน (IBS) ท้องอืดท้องเฟ้อ "การ ดื่มน้ำขิงอุ่นๆทุกเช้าสามารถช่วยให้ลำไส้ของท่านทำงานได้ดีมากขึ้น" McFarlane กล่าว และการวิจัยของประเทศออสเตรเลียก็ค้นพบอีกว่าขิงช่วยควบคุมระดับน้ำตาลใน เลือด และอาจช่วยต่อต้านโรคเบาหวานได้
      ขิง ช่วยให้อินซูลินทำงานได้ดีขึ้น รวมไปถึงการทำงานของช่องท้องและลำไส้ซึ่งมีความสัมพันธ์กับความดันโลหิตและ หัวใจของเรา และอวัยวะเหล่านี้ก็จะทำงานดีขึ้นหากได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์จากขิง

      ขิงช่วยป้องกันไม่ให้ bad cholesterol LDL แข็งเป็นแผ่น ซึ่ง bad cholesterol นี้จะส่งผลเสียกับระบบโลหิตภายในร่างกายและเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ

      "การรับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมจากขิงเป็นประจำ สามารถช่วยบำรุงร่างกายของท่านได้ดีเยี่ยม แต่อย่างไรก็ตามก็ควรอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมกับร่างกาย และควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่เป็นดีที่สุด" McFarlane กล่าวทิ้งท้าย

ที่มา ...108health.com

วันอังคารที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2557

น้ำสมุนไพร..เสริมคอลลาเจนใต้ผิวหนัง


     สูตรเสริมสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง และบำรุงผิวพรรณให้เต่งตึง โดยอาศัยสารอาหารที่มีอยู่ในกีวีและองุ่นเขียว      กีวี อุดมไปด้วยวิตามินซี แมกนีเซียม โพแทสเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม และเบตาแคโรทีน ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันแก่ร่างกาย ไม่ถูกหวัดกินง่าย ๆ ในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง

      องุ่นเขียว เพิ่มความเร็วให้แก่กระบวนการเผาผลาญอาหาร รวมทั้งการล้างพิษ เหมาะกับผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก ดีต่อเลือดลม ช่วยขับปัสสาวะ ในองุ่นเป็นแหล่งรวมของฟอสฟอรัส กำมะถัน แคลเซียม เหล็ก วิตามินบี1 บี2 วิตามินซี กรดไฟโตเคมิคอลเอลลาจิก และทาร์ทาริก

      ส่วนผสม      กีวี 1 ถ้วย
      องุ่นเขียว 1 ถ้วย
      น้ำแข็งป่น 1 ถ้วย

       วิธีทำ      เริ่มด้วยการนำกีวีและองุ่นเขียวไปทำความสะอาด จากนั้นนำองุ่นเขียวไปผ่าครึ่งโดยไม่ต้องเอาเมล็ดออก ส่วนกีวีให้ปลอกเปลือกก่อนแล้วหั่นเป็นแว่น นำองุ่นเขียวและกีวีไปปั่นรวมกันด้วยเครื่องปั่น หลังจากปั่นไปได้สักครู่จนเนื้อผลไม้พอละเอียดเข้ากันให้เติมน้ำแข็งป่นเล็ก น้อยแล้วปั่นส่วนผสมทั้งหมดอีกครั้งเป็นอันเสร็จ

ที่มา...108health.com

ส้มแขก..สมุนไพรลดไขมัน


สารเอชซีเอ เป็นสารสกัดจากผลส้มแขกมีคุณสมบัติในการขัดขวางการเปลี่ยนแปลงสารอาหารจำพวก น้ำตาลกลูโคสเป็นสารอาหารจำพวกไขมันสะสมได้ สารสกัดจากผลส้มแขกเป็นสารจากธรรมชาติที่ไม่มีอันตรายต่อร่างกาย จะให้ผลทั้งการลดไขมันสะสมใหม่ที่เกิดจากร่างกายของเรามีสารอาหารน้ำตาล กลูโคสเกินความต้องการ และยังส่งผลในการเร่งสลายไขมันเก่าที่สะสมอยู่โดยเฉพาะในคนอ้วน

      ส้มแขก (การ์ซิเนีย GARCINIA) เป็นเครื่องปรุงอาหารที่มีรสเปรี้ยว ช่วยเพิ่มรสชาติให้กับอาหาร เป็นที่นิยมนำมาปรุงเพื่อใช้ในการทำอาหารพื้นเมืองทางภาคใต้ อย่างเช่น แกงส้ม ปลาต้มเค็ม ต้มยำ ฯลฯ

      แต่สิ่งที่ส้มแขกมีมากกว่าความอร่อยคือ สามารถลดไขมันได้เป็นอย่างดี ซึ่งตรงนี้เป็นความก้าวหน้า ทางด้านวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ไทย นำโดย ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา และคณะ ได้ทำการวิจัย สารสกัดจากส้มแขกในภาคใต้ และค้นพบว่า สามารถลดไขมันซึ่งเป็นส่วนเกินของร่างกาย ได้เป็นอย่างดีทีเดียว

      สารสกัด ดังกล่าว เรียกว่า "ไฮ-โซล" (Hi-Sole ย่อมาจาก High HCA Concentration water soluble) ซึ่งมีคุณสมบัติในการสกัดกั้นการเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรต หรืออาหารกลุ่มแป้งและน้ำตาล เป็นไขมัน

      ผู้เชี่ยวชาญ ด้านโภชนวิทยา มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ประเมินผล ความปลอดภัยของการใช้ ไฮ-โซล พบว่า ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของหน้าที่ของตับและไต รวมถึงความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือด ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน

      ตัวแปรสำคัญ ที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการละลายไขมันส่วนเกินของร่างกาย คือ กรด ไฮดรอกซี่ซีตริก เอเซ็ก หรือ ที่เรียกว่า "เอชซีเอ" ไฮ-โซล ซึ่งเป็นสารสกัดจากผลส้มแขกไทย จะมีความเข้มข้นของ เอชซีเอสูงถึง 70 เปอร์เซ็นต์ และเป็นสารที่ละลายน้ำได้ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ร่างกายสามารถนำเอชซีเอไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และไม่เกิดผลข้างเคียงในระยะยาว

      ในภาคใต้โดยเฉพาะใต้ตอนล่าง หากใครเคยมีโอกาสไปเดินตามตลาดนัดจะพบว่า มีส้มแขกวางขายเยอะแยะ เขาจะฝานออกเป็นชิ้นบาง ๆ นำไปตากแห้งจาผลสีเขียวเหลือง จึงมีสีหมองคล้ำดำ ๆ และแห้งเป็นกรรมวิธีแบบพื้นบ้าน แต่สามารถเก็บเอาไว้ใช้ได้นานเป็นเวลา หลาย ๆ เดือน วิธีการนำไปใช้ก็ง่าย กว่ามะขามเปียก เพราะไม่ต้องผ่านขั้นตอนอะไรมาก เพียงนำไปล้างน้ำ ฝุ่นละอองให้สะอาด ก็ใส่ลงไปในหม้อได้เลย ใช้เพียงไม่กี่กลีบก็ได้รสเปรี้ยวแบบนุ่ม ๆ กลิ่นหอมชวนรับประทาน

      และหากใครจะนำไป ต้มน้ำมารับประทาน โดยไม่ปรุงแต่งรสก็ยิ่งน่าจะดีกว่าการไปหาซื้อ พวกผลิตภัณฑ์ลดความอ้วน ซึ่งมีขายกันอยู่ในท้องตลาดราคาก็แพงกันสุด สุด แต่หากใครลองหาซื้อส้มแขกมาลองต้มดูจะได้อะไรที่มาจากธรรมชาติเพียว ๆ ออกฤทธิ์เห็นผลแน่นอน แถมราคาก็ไม่ได้แพงอย่างที่คิด

      เมื่อ รับประทานในระยะแรก อาจจะทำให้รู้สึกหิวบ่อยขึ้น เนื่องจากการทำงานของการ์ซิเนีย ทำให้ร่างกายมีการเร่งระบบการเผาผลาญอาหาร ซึ่งจะใช้เวลาราว 1-2 สัปดาห์ และร่างกายจะปรับตัวเองช่วงนี้ก็ให้พยายามดื่มน้ำมาก ๆ และในระยะยาวจะทำให้รู้สึกไม่หิว และจะค่อย ๆ ปรับสมดุลของร่างกาย ให้พอกับความต้องการ ของพลังงานที่ต้องใช้ต่อวัน ของแต่ละบุคคล ดังนั้นเมื่อหยุดส้มแขกแล้วจึงมักจะไม่กลับมาอ้วนอีก

ที่มา...siamha.com

สมุนไพรรักษาโรคไต


    สมุนไพรในปัจจุบันเรานิยมนำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันหลายอย่าง และสมุนไพรยังดีต่อสุขภาพ คนที่ป่วยเป็นโรคไต ยังสามารถนำสมุนไพรรักษาโรคไตได้ อีกด้วย  โรคไตกับสมุนไพรนั้นต้องแยกระหว่างสมุนไพรบำรุงไตกับสมุนไพรขับปัสสาวะแล้ว แต่จุดประสงค์ในการใช้ว่าต้องการบำรุงไตหรือขับปัสสาวะ

     สมุนไพรบำรุงไต ได้แก่ กระชายเหลืองหรือกระชายแกง ซังข้าวโพด ไหมข้าวโพด เห็ดหลินจือ ลูกหม่อน ถั่วเหลืองและหญ้าใต้ใบ เห็ดหลินจือจะช่วยได้ดีสำหรับกรณีไตวาย

     สมุนไพรขับปัสสาวะ ได้แก่ หญ้าหนวดแมว ตะไคร้

     โรคไตวาย

     เกิดจากการที่ไตสูญเสียหน้าที่ ไม่สามารถขับน้ำ และของเสียออกจากร่างกายได้ ทำให้ร่างกายเสียสมดุล และเลือดเป็นพิษ ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลีย ซึม คลื่นไส้ และเสียชีวิตในที่สุดได้

      โรคไตวายมี 2 แบบ คือ

     1.แบบเฉียบพลัน คือไตวายชั่วคราว สามารถฟื้นกลับมาหายเป็นปกติได้

     2.แบบเรื้อรัง ซึ่งการทำงานของไตเสียอย่างถาวร ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อีกแล้ว

     โรคไตวายเรื้อรัง

     ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เป็นภาวะที่ เกิดจากโรคหลายอย่าง สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่ โรคเบาหวาน ที่เป็นมานานเกิน 15 ปี เป็นโรคความดันโลหิตสูงนาน ๆ โรคไตอักเสบเรื้อรัง นิ่วก็เป็นสาเหตุที่พบบ่อยในคนไทย สาเหตุของโรคไตวาย เรื้อรังนั้นมีหลายอย่างบางอย่างสามารถรักษา และป้องกันการเสื่อม หรือชะลอการเสื่อมของไต ถ้าได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ และ ลดอาหารเค็ม ลดอาหารประเภทโปรตีน ควบคุมเบาหวาน ควบคุมความดันโลหิต ให้อยู่ในภาวะปกติ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังส่วนใหญ่ ควรลดอาหารเค็ม เพราะร่างกายไม่สามารถขับเกลือ ออกจากร่างกายได้ตามปกติ ทำให้บวมและความดันโลหิตสูง 

     โรคไตวายเรื้อรัง  ไม่ว่าเกิดจากสาเหตุใด สุดท้ายจะทำให้เกิดภาวะ ยูเรเมีย ( Uremia ) เหมือนกัน คือทำให้มีอาการ ซีด บวม อ่อนเพลีย ซึมลง จนหมดสติและชักได้ ร่างกายจะดำรงอยู่ไม่ได้ถ้าไตไม่ทำงานขับถ่ายของเสีย 

      วิธีที่แพทย์ปัจจุบันใช้รักษาไตวาย

     ส่วนใหญ่จะใช้วิธีการล้างไต ( Dialysis ) แต่การรักษาที่ดีที่สุด คือ การผ่าตัดปลูกเปลี่ยนไตจากคนที่บริจาคไตให้ แต่การปลูกเปลี่ยนไตมีข้อจำกัดที่สำคัญ คือ มีผู้บริจาคไตน้อย มีผู้ป่วยไตวายเรื้อรังนับร้อยนับพันคนรอการบริจาคไตอยู่ ผู้ป่วยเหล่านี้จะอยู่ได้ด้วยการล้างไต ระหว่างที่รอการปลูกไต 

     การล้างไตปัจจุบันมี 2 วิธี

     1.วิธีการล้างไตทางหน้าท้อง ( CAPD : Continuous Ambulatory Peritoneal Dialysis )

     วิธีนี้ใช้สายยางฝังไว้ในช่องท้องอย่างถาวร และใส่น้ำยาเข้าไปในช่องท้อง เพื่อล้างเอาของเสียในเลือดออก ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำยาวันละ 4 – 5 ครั้ง ทุกวัน วิธีนี้มีข้อดีที่ทำเองที่บ้านได้ แต่มีข้อเสียเกิดการติดเชื้อในช่องท้องสูงเมื่อทำไปนาน ๆ และมีการสูญเสียโปรตีนออกมาทางน้ำยามากในแต่ละวัน อาจเกิดภาวะขาดอาหารถ้ารับประทานอาหารไม่เพียงพอ

     2.การฟอกเลือด ( Hemodialysis )

     โดยการดูดเลือดจากผู้ป่วยไปล้างเอาน้ำ และของเสียออกโดยใช้ไตเทียม (เครื่องฟอกเลือด) เลือดที่ล้างแล้วจะไหลกลับเข้ามาในตัวผู้ป่วย วิธีนี้ใช้เวลาครั้งละประมาณ 4 ชั่วโมง เพื่อที่จะให้ได้ผลดีควรฟอกเลือดสัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้ง  จะเลือกวิธีไหนดีขึ้นอยู่กับโรคของผู้ป่วย และความพอใจของผู้ป่วย แพทย์จะอธิบายให้ผู้ป่วยทราบทั้งข้อดี และข้อเสียของทั้ง 2 วิธี และแนะนำวิธีที่เหมาะสมให้ แต่ผู้ป่วยและญาติเป็นผู้ตัดสินใจเลือกเอง ว่าจะล้างไตหรือไม่ แล้วเลือกล้างไตวิธีใด

     สมุนไพรบำบัดรักษาโรคไต

     สมุนไพรบำรุงไตสามารถแยกออกได้เป็น 2 ประเภท

     1.  ประเภทที่บำรุงไตโดยตรง ได้แก่ กระชายเหลืองหรือกระชายแกง ซังข้าวโพด ไหมข้าวโพด เห็ดหลินจือ ลูกหม่อน ถั่วเหลืองและหญ้าใต้ใบ

     2.  ประเภทที่มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ซึ่งจะช่วยขับน้ำออกจากร่างกายเหมาะสำหรับคนที่ไตมีปัญหาขับน้ำ ได้แก่ หญ้าหนวดแมว ตะไคร้
 
ที่มา..................365healthyday

สมุนไพรที่ลำไส้ขาดไม่ได้!


      มีอาการปวดท้อง แน่นท้องกันอยู่บ่อยๆ หรือเปล่า ถ้าใช่เรามาบำบัดอาการหรือป้องกันด้วยการรับประทานสมุนไพร เหล่านี้ จะได้สบายท้อง สบายลำไส้ ดีต่อสุขภาพ ของเราชัวร์

1. ใบแมงลัก
      น้ำมันหอมระเหยจากใบแมงลักเป็นยาช่วยย่อย ลำไส้ใครไม่ค่อยทำงานจนท้องอืด ท้องเฟ้อเป็นประจำ ลองชิมใบแมงลักสักสี่ห้าใบแล้วจะติดใจ นอกจากนั้นยังช่วยขับลมในลำไส้ อาหารไม่ย่อย อาการอึดอัด แน่นไม่สบายท้อง ให้นำต้นและใบแมงลักต้มน้ำดื่ม

2. พริกสด
      ความเผ็ดซู่ซ่าของพริกคืออยากกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งน้ำลายออกมา จากนั้นเอนไซม์ของน้ำลายจะช่วยย่อยแป้งให้อ่อนตัวลง กระเพราะกับลำไส้จะได้ไม่ต้องทำงานโหลดจนเกินไป

3. หอมแดง
      แค่กินหอมแดงอย่างเดียว ลำไส้คุณก็ยิ้มแล้ว เพราะเท่ากับซื้อหนึ่งได้ถึง สี่ ได้แก่สารฟลาโวนอยส์ ไกลโคไซต์ เพคติน และกลูโคคินิน 4 สารบำรุงลำไส้และช่วยย่อยและทำให้เจริญอาหาร คุ้มกว่านี้มีอีกไหม

4. ใบกะเพรา
      แม้ว่าผัดกะเพราะจะเป็นเมนูสิ้นคิด แต่คุณประโยชน์ของกะเพราะยังมากล้นอยู่ สรรพคุณในการขับน้ำดีในกระเพราะอาหารมาช่วยย่อยอาหารที่เรากินเข้าไป และยังช่วยย่อยไขมัน ลดอาการจุกเสียด

5. ตะไคร้
      ให้เคี้ยวกิน แต่กินยากเกินไปหน่อย แต่ถ้าทำเป็นชาตะไคร้ หรือซอยบางๆกินกับยำ คงไม่ลำบากมากเกินไปสำหรับคนรักสุขภาพ สรรพคุณของตะไคร้เริ่ดไม่แพ้ใบกระเพรา คือช่วยขับน้ำดีออกมาย่อยอาหารเหมือนกัน รวมถึงแก้อาการปวดกระเพาะ และช่วยขับปัสสาวะ

6. กระเทียม
      สำหรับคนที่มีอาการอาหารไม่ย่อย ให้เอากระเทียมมา 5 กลีบแล้วสับละเอียด กินทันทีหลังอาหาร กระเทียมจะช่วยกระตุ้นให้กระเพาะอาหารจอมขี้เกียจของคุณยอมย่อยอาหารมื้อ นั้นแต่โดยดี ถ้ากินทุกวันไม่นานอาการอาหารไม่ย่อยก็จะหายไปเอง แถมยังช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อด้วย

ที่มา... สสส.

วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2557

4 สมุนไพรต้านพิษโลหะหนัก


       การใช้ชีวิตประจำวันของเราในปัจจุบันดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก กับการได้รับพิษโลหะหนัก เช่น ปรอท ตะกั่ว สารหนู แคดเมียม โคบอลต์ เป็นต้น ซึ่งโลหะหนักจะเข้าไปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและการทำงานของเซลล์ ทำให้เซลล์ตาย เกิดความผิดปกติทางพันธุกรรม ตัวการของการก่อมะเร็ง หากได้รับทีละน้อยจะสะสมอยู่ในร่างกาย และทำให้เกิดความผิดปกติของระบบต่าง ๆ ความรุนแรงของพิษโลหะหนักในแต่ละอวัยวะ ขึ้นอยู่กับชนิดของโลหะหนัก ปริมาณที่ได้รับ ช่องทางที่เข้าสู่ร่างกาย รวมถึงปัจจัยทางร่างกายของผู้ได้รับสารพิษ

       โลหะหนักที่ตรวจพบได้มากและมีอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตสูง ได้แก่     ปรอท (Mercury) : มักพบพนเปื้อนอยู่ในอากาศ น้ำ ดิน ของโรงงานอุตสาหกรรมที่มีปรอทเป็นวัตถุดิบ พบในเครื่องสำอาง เช่น ครีมหน้าขาว และอาหาร ซึ่งปรอทจะเข้าสู่ร่างกายได้โดยการหายใจ การรับประทาน การสัมผัส และยังสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย และกระจายไปอวัยวะต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว

         ในทางตรงกันข้าม ปรอทจะถูกขับออกจากร่างกายได้น้อยมาก และยังเป็นตัวการสำคัญที่เข้าไปทำลายเนื้อเยื่อสมอง และส่วนควบคุมการมองเห็น ซึ่งมีเหตุการณ์สำคัญที่เกิดจากพิษของปรอท คือ การเกิดโรคมินามาตะ ที่ประเทศญี่ปุ่น โดยมีสาเหตุมาจากการกินปลาที่มีสารปรอทปนเปื้อนในปริมาณสูง การได้รับสารปรอททีละน้อย แต่ได้รับมาเป็นระยะเวลานาน ทำให้มีอาการสั่น ชัก ปวดปลายมือปลายเท้า หงุดหงิด เหงือกบวมและมีเส้นทึบสีน้ำเงิน เลือดออกง่าย และเกิดภาวะเลือดจาง

     ตะกั่ว (Lead) : ผู้ที่มีความเสี่ยงจากการได้รับพิษตะกั่ว คือ คนงานเหมืองตะกั่ว โรงงานแบตเตอรี่ โรงงานชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ ซึ่งพิษของตะกั่วมีผลต่อระบบประสาท ตับ ไต หัวใจ และทางเดินอาหาร ทำให้สมองเสื่อมจากพิษตะกั่ว ปวดกล้ามเนื้อ อัมพาต สารตะกั่วจะไปสะสมที่สมองส่วนฮิปโพแคมปัส (hippocampus) ซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และความจำ ซึ่งเด็กจะสามารถดูดซึมพิษของตะกั่วได้มากกว่าผู้ใหญ่ และหากได้รับพิษเป็นเวลานานจะมีผลทำให้พัฒนาการทางสมองช้ากว่าเด็กวัยเดียว กัน และทำให้สมองสูญเสียอย่างถาวร

     แคดเมียม (Cadmium) : มักพบในแหล่งทำเหมือง อุตสาหกรรมยาสูบ บุหรี่ พลาสติก ยาง และปนเปื้อนในอาหาร น้ำ และอากาศ เมื่อร่างกายได้รับจะดูดซึมเข้าสู่ทางเดินอาหารและแพร่กระจายไปที่ตับ ม้าม และลำไส้ เมื่อสะสมในปริมาณมากจะทำให้เกิดมะเร็งได้ และหากได้รับเป็นเวลานานจะเกิดการอุดตันภายในปอด หลอดลมอักเสบ ถุงลมโป่งพอง ซึ่งโรคที่เกิดจากพิษของแคดเมียม เรียกว่า โรคอิไต-อิไต

       “ทางการแพทย์แผนไทยมีสมุนไพรหลายชนิดที่สามารถมาใช้ในการต้านพิษโลหะหนักได้ อาทิ
     รางจืด : หมอยาพื้นบ้านใช้ในการแก้พิษยาเบื่อ ยาสั่ง ยาฆ่าแมลง พืชพิษ เห็ดพิษ สุราและยาเสพติด รวมทั้ง พิษงู แมลงป่อง ตะขาบ โดยวิธีใช้ในผู้ที่ได้รับพิษรุนแรง ใช้กินใบเพสลาด (ใบที่ไม่อ่อนไม่แก่จนเกินไป) 10 – 12 ใบ ตำคั้นกับน้ำซาวข้าว หรือรากสดที่อายุ 2 ปีขึ้นไป เพียง 1 ราก โขลกหรือฝนกับน้ำซาวข้าวจนขุ่นข้นประมาณครึ่งแก้ว – 1 แก้ว ดื่มเฉพาะน้ำให้หมดทันทีที่มีอาการ หรืออาจใช้รางจืดแห้ง 300 กรัม ต่อน้ำ 1 ลิตร ต้มน้ำดื่มครั้งละ 1 แก้ว โดยให้ดื่มขณะอุ่นจะได้ผลดี หรือนำใบหรือรากมาหั่นฝอย ผึ่งลมให้แห้ง บดเป็นผงทำเป็นเม็ดลูกกลอน กินครั้งละ 5 กรัม โดยให้กินทุกหนึ่งชั่วโมงครึ่ง หรือ 2 ชั่วโมง จนกว่าอาการจะหายเป็นปกติ มีรายงานการวิจัยพบว่าสารสกัดใบรางจืดสามารถลดพิษที่เกิดจากสารตะกั่ว ซึ่งส่งผลต่อความจำและการเรียนรู้ของหนูทดลอง ลดการตายของเซลล์ประสาทโดยผ่านกลไกต้านออกซิเดชั่นและรักษาระดับเอนไซม์ caspase-3 ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าว โดยไม่มีผลลดระดับสารตะกั่วในเลือดและที่สมอง

     ขมิ้นชัน : ขมิ้นชันอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ คือ สารเคอร์คูมิน(curcumin) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และการเกิดพิษจากโลหะหนักหลายชนิดที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับกลไกต้าน อนุมูลอิสระดังกล่าว มีการศึกษาพบว่า ขมิ้น ดีกับระบบการป้องกันพิษของแคดเมียมต่อลำไส้ ป้องกันพิษตะกั่วและแคดเมี่ยมต่อสมอง พิษของแคดเมี่ยมต่อไต โดยสารเคอร์คูมินมีผลลดการทำลายโครงสร้างเนื้อเยื่อบริเวณผนังลำไส้ บริเวณเลือดออกลดลง รักษาสมดุลของการหลั่งเมือกในลำไส้ ดังนั้น ผู้ที่อยู่ภายใต้สภาพมลภาะควรหาขมิ้นกินให้ได้ทุกวัน ครั้งละ 1 ช้อนชา วันละครั้ง

     กระเทียม : มีรายงานการศึกษาพบว่า การทดลองกระเทียมมีฤทธิ์ป้องกันและรักษาแคดเมี่ยม และตะกั่วไม่ให้ไปมีผลต่อไต และอวัยวะต่าง ๆ ของหนูทดลอง และช่วยปรับระดับภูมิคุ้มกันในหนูที่มีระดับภูมิคุ้มกันต่ำหลังจากที่ได้รับ ตะกั่วและแคดเมียม ดังนั้น เราจึงควรรับประทานกระเทียม อย่างน้อยวันละ 7 - 8 กลีบ

     มะขามป้อม : มะขามป้อมเป็นผลไม้ที่มีฤทิ์ต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีการใช้เป็นยาอายุวัฒนะและบำรุงร่างกายมาอย่างยาวนาน ทั้งยังช่วยแก้ไอได้ดี มีรายงานการวิจัยพบว่า การให้ผลมะขามป้อมบดในขนาด 50 กรัมต่อน้ำหนักตัวหนู 1 กิโลกรัม พร้อมอาหาร มีผลลดการเกิดพิษของตะกั่วต่อตับและไตในหนูทดลองได้ นอกจากนี้ มะขามป้อมยังป้องกันการเกิดสารอนุมูลอิสระที่เกิดจากการได้รับปรอท ดังนั้น การรับประทานมะขามป้อมเป็นประจำวันทุกวันนั้นเหมาะอย่างยิ่งกับผู้ที่อยู่ กับมลพิษ”

       สำหรับ สมุนไพรที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเพียงตัวอย่างของสมุนไพรที่เราคุ้นเคย หาง่าย รับประทานง่าย คงพอที่จะช่วยได้บ้างในสถานการณ์ปัจจุบันที่สภาวะแวดล้อมรอบๆ ตัวเราเต็มไปด้วยมลพิษจากโลหะหนัก


ที่มา ... โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร

ไก่ทอดสมุนไพร


   ไก่ทอดสมุนไพร จัดเป็นเมนูอาหารเพื่อสุขภาพ ได้จานหนึ่ง เพราะสมุนไพร ล้วนมีแต่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ

      ส่วนประกอบและวิธีทำ น่องไก่ทอดสมุนไพร

      1 ปีกไก่ส่วนบน (น่องไก่บน) 1 กิโลกรัม ล้างทำความสะอาด สะเด็ดน้ำให้แห้ง

      2 ตำส่วนผสมทุกอย่างเข้าด้วยกันมี ขมิ้นปอกเปลือก 1 ขีด , ตะไคร้หั่นตำบีบเอาน้ำออกทิ้งก่อน 3 ต้น , กระเทียมแกะเป็นกลีบ 1 ช้อนโต๊ะ , รากผักชี 5 ราก ตำทุกอย่างรวมกันไม่ต้องถึงขั้นละเอียดมาก แล้วใส่คนอร์ไก่ผง 1 ช้อนโต๊ะ , น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ , แป้งโกกิ 50 กรัม ผสมให้เข้ากันดี นำปีกไก่ที่เตรียมไว้ลงมาคลุกให้ทั่ว หมักไว้ 30 นาที

      3 ตั้งกะทะใส่น้ำมันกะให้ท่วมเนื้อไก่ที่จะทอด เปิดไฟแรงก่อน น้ำมันร้อนแล้วค่อยหรี่ใช้ไฟกลาง นำน่องไก่บนหรือปีกไก่ที่หมักไว้ลงทอด ขณะทอดเมื่อเครื่องปรุงทั้งขมิ้นและตะไคร้ที่ตำไว้เริ่มสุกก็จะเริ่มลอยขึ้น มา ให้ใช้ตะแกรงตาถี่ตักขึ้นมาสะเด็ดน้ำมันเก็บไว้ก่อน อย่าปล่อยไว้นานเพราะจะทำให้มีรสขม เมื่อเนื้อไก่ที่ทอดสุกดีแล้ว ให้ตักขึ้นมาสะเด็ดน้ำมัน ตักวางเรียงใส่จาน นำกากเครื่องปรุง(แก้เลี่ยนได้ดีมาก)ที่เราตักออกมาก่อนนี้โรยบนน่องไก่(บน )ทอดแต่งหน้าด้วยผักชีและพริกแดงเส้น กินคู่กับน้ำจิ้มไก่


ที่มาจาก : thaiza

5 เคล็ดลับสมุนไพรไทยคลายร้อน


    อากาศร้อนๆ เช่นนี้ หลายคนอาจกำลังหาวิธีผ่อนคลายความร้อนกันสารพัดรูปแบบ บ้างหลบร้อนด้วยการไปเที่ยวทะเล หรือ ทาแป้งเย็นหลังอาบน้ำก็ยิ่งดี แต่ถ้ายังไม่มีวิธีที่ถูกใจ เรามี 5 สมุนไพรไทยคลายร้อนมาฝากกันค่ะ 

    1. ผักและผลไม้ไทยรสขมหรือเย็น ตามหลักของการแพทย์แผนไทยบอกไว้ว่า ฤดูร้อน ธาตุไฟจะมาก ถ้าเราจะดับร้อนด้วยอาหาร ก็ต้องรับประทานอาหารที่มีรสขมหรือรสเย็น ไม่ว่าจะเป็นพืชผักหรือผลไม้ก็ได้ นำมาปรุงเป็นอาหารหรือเครื่องดื่ม รสขมจะช่วยกระตุ้นให้เจริญอาหาร และช่วยอาการครั่นเนื้อครั่นตัวเพราะความร้อนได้ด้วย

    2. ใครๆ ที่โปรดปรานน้ำพริกเป็นพิเศษ ก็อยากจะแนะนำว่า อย่าให้รสเผ็ดจัดมากนัก เพราะอาจร้อนยิ่งขึ้นได้ แต่หากชอบน้ำพริกจริงๆ ก็ต้องรับประทานแกล้มกับผัก ไม่ว่าจะเป็นแตงกวา แตงโมอ่อน ตำลึง ยอดแคลวก ส่วนคนที่นิยมรับประทานใบบัวบกสดๆ ให้นำมาคั้นเป็นเครื่องดื่มก็ยิ่งดี

    3. ขนมจำพวกลอยแก้วต่างๆ เช่น กระท้อนลอยแก้ว ว่านหางจระเข้ลอยแก้ว นอกจากรสชาติอร่อยแบบไทยๆ แล้วยังชื่นใจ ช่วยคลายร้อนได้อย่างมาก สำหรับชาวชีวจิต เราแนะให้ใช้น้ำตาลทรายมาปรุง และระวังอย่าให้หวานมาก

    4. ดับกระหายด้วยน้ำดื่ม อาจจะนำดอกมะลิหอมๆ มาลอยในน้ำดื่มก็ได้ หรือหยดด้วยน้ำยาอุทัยยิ่งดี เพราะนอกจากจะมีกลิ่นหอมชื่นใจ ในน้ำยาอุทัยที่ดื่มๆ กันนั้น ยังมีสมุนไพรไทยชื่อว่า ฝาง ที่มีสรรพคุณบำรุงโลหิต ทำให้เลือดเย็น แก้ท้องร่วง ธาตุพิการ แก้กระหายน้ำได้ดี

           นอกจากนี้ ยังมีชะเอมเทศ และอบเชยเทศ มีสรรพคุณบำรุงหัวใจ ขับลมเบื้องต่ำ แก้เสมหะเป็นพิเศษ แต่งกลิ่น แก้คันระคายคอ และมีเกสรทั้งห้าที่ช่วยแก้ร้อนในกระหายน้ำ ชูกำลัง บำรุงหัวใจ แก้ลมวิงเวียน ทำให้เจริญอาหาร

    5. แก้ร้อนในด้วยฟ้าทะลายโจร หรือมะแว้ง ในส่วนของฟ้าทะลายโจรมีวิธีกินง่ายๆ โดยเอาใบมาล้างให้สะอาดใส่แก้วแล้วเทน้ำ ร้อนลงไปจิบน้ำอุ่น หรือรับประทานแบบแคปซูลก็ได้จะขมน้อยกว่า แต่ถ้ามีแผลในปากร่วมด้วย ควรใช้เสลดพังพอนตัวเมีย คั้นเอาแต่น้ำ และ ใช้ทา ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น

ที่มา ... ชีวจิต

ว่านหางจระเข้ สมุนไพรไทยช่วยลดริ้วรอย


เทคนิคง่ายๆ ช่วยริ้วรอยที่แตกลายที่ทำคุณคุณขาดความมั่นใจ

   คุณผู้หญิงอยู่ในยุคที่ใส่กางเกงหรือกระโป่งเอวต่ำ เมื่อคุณผู้หญิงเริ่มมีริ้วรอยแตกลายเพียงเล็กน้อย ก็จะทำให้คุณขาดความมั่นใจ ไม่ว่าริ้วรอยที่เกิดขึ้นจะมาจากการคลอดบุตรหรือการลดน้ำหนักอย่างฮวบฮาบ และโดยเฉพาะกับคุณสาว ๆ ที่อายุยังน้อยแล้วเกิดปัญหาหน้าท้อง น่อง สะโพกลายกันได้ วันนี้จึงนำเคล็ดลับมาฝากให้ลองทำดูน่ะค่ะ

           วิธีง่ายๆ โดยให้คุณใช้วุ่นสีขาวจากว่านห่างจระเข้ที่ล้างยางออกแล้วมาทาบริเวณรอยแตกลายเป็นประจำ

           ทุกเช้า เย็น ผิวที่แตกลายก็จะค่อยๆ จางลงได้ เพิ่มความมั่นใจให้สาวๆ อวดผิดสวยได้อย่างมั่นใจ

           หากคุณไม่มีว่างหางจระเข้คุณก็สามารถใช้ใบบัวบก แทนได้ โดยการนำมาตำคั้นเอาแต่น้ำมาทาบริเวณรอย

           แตกลายเป็นประจำทุกเช้า เย็น ผิวที่แตกลายก็จะค่อย ๆ จางลงได้ค่ะ

           ลองนำเคล็ดลับง่ายๆ นี้ไปใช้ดูสิค่ะ แล้ว ผิวสวยปราศจากริ้วรอยจะอยู่คู่คุณไปตราบนานเท่านานค่ะ


ที่มา : thaihealth.or.th

กลเม็ดเคล็ดลับ งัดตัวเองไปออกกำลังกาย


      เชื่อว่ามีหลาย ๆ คน ที่สัญญากับตัวเองว่า วันนี้แหละฉันจะลุยออกกำลังกาย เพื่อหุ่นเพรียวสวย อย่างที่ได้ตั้งใจไว้ แต่พอเอ่ยคำว่าจะไป "ออกกำลังกาย" ทีไร ก็ไม่พ้นอารมณ์เบื่อเข้ามาแทนที่จนไม่อยากลุกไปออกกำลังกายเลย หรือบางคนก็บอกเสมอว่า "ไม่มีเวลาออกกำลังกาย " เช้าก็รถติด งานก็ล้นมือ ค่ำก็เหนื่อยนัก อยากจะพักอยากจะนอน ภาระมากมายมีรายล้อม แค่นี้ก็เหนื่อยจะแย่ ท้อแท้ในหัวใจ แล้วจะเอาแรงกำลัง อีกทั้งเวลาที่ไหนมา "ออกกำลังกาย "

       ใครเป็นแบบนี้ เห็นทีต้องมาดู 6 วิธี งัดตัวคุณเองมาออกกำลังกาย…ก่อนจะล้มเลิกความตั้งใจกันเสียก่อน

1. เราควรตั้งเป้าไม่สูงเกินไป และตั้งตามความเป็นจริง


      เชื่อว่าสาว ๆ ทั้งหลาย อยากที่จะลด หรือได้หุ่นที่ต้องการแบบปัจจุบันทันด่วน ลองเปลี่ยนมาตั้งเป้าหมายว่า ในหนึ่งสัปดาห์ฉันจะออกกำลังกายสัก 3 วัน แน่นอนหากคุณทำได้มากกว่าที่ตั้งเป้าหมายไว้ จะทำให้รู้สึกได้ว่า ฉันก็ทำได้ดีเกินตั้งใจไว้นะนี่

2. สร้างแรงจูงใจ

      แน่นอนออกกำลังกายคนเดียวมันเหงาด้วย แถมเบื่อง่ายอีกต่างหาก ลองโพสต์เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ชวนเพื่อนสัก 2-3 คน มาออกกำลังกายด้วยกัน มันทำให้เรามีแรงจูงใจมากขึ้น ไม่แน่นะ เพื่อน ๆ เขาอาจจะรอคุณชวนออกกำลังกายอยู่ก็ได้ จะได้ฟิต แอนด์ เฟิร์มไปพร้อมกันเลย

3. เลือกการออกกำลังกายที่เป็นสไตล์ของตัวเอง

      สำหรับการออกกำลังกายอย่างที่เรารู้กันว่า มีหลากหลายแบบ อาทิ ว่ายน้ำ โยคะ พิลาทิส เข้ายิม ฟิตเนส แอโรบิกแดนซ์ หรือ ชกมวย ถ้าเราเลือกการออกกำลังกายที่ใช่สำหรับเรา นั่นจะยิ่งกระตุ้นให้เรารู้สึกสนุก และอยากที่จะออกกำลังกายจนกลายเป็นความเคยชินเลยก็ว่าได้

4. ลองหาผู้ช่วย

      เวลาที่เราออกกำลังกาย หรือคิดที่จะออกกำลังกาย แต่บางครั้งไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน ยิ่งถ้าไปคนเดียวแล้วด้วยนี่ อาจจะล้มเลิกความตั้งใจก็เป็นได้ เดี๋ยวนี้มีเทรนเนอร์ หรือผู้ที่ให้คำปรึกษาเรื่องออกกำลังกายอยู่มากครับ เราลองเข้าเว็บไซต์กลุ่มคนรักออกการออกกำลังกาย หรือหาเพื่อน ๆ ในสังคมออนไลน์ที่ชื่นชอบ และออกกำลังกายอยู่แล้วในแบบที่เราสนใจ เป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำกับคุณก็ได้

5. ปรับเปลี่ยนการออกกำลังกายให้มีการผสมผสาน

      หลายครั้งที่เราออกกำลังกาย จะเริ่มรู้สึกเหนื่อย ๆ และท้อ หรืออยากลองทำอย่างอื่นเพิ่มเติมเพื่อให้มีสีสัน และความแปลกใหม่ในการออกกำลังกาย ไม่ผิดสำหรับความคิดนี้ คุณลองหากิจกรรมอื่น ๆ ที่ชื่นชอบมาร่วมด้วยก็ได้

      เช่น ถ้าคุณชอบสุนัข แล้วมีสุนัขอยู่แล้ว ลองพาเจ้าตูบน้อยออกไปวิ่งที่สวนสาธารณะ ในหมู่บ้านของคุณดูก็ได้ หรือจะลองเต้นไปทำงานบ้านไปให้ดูสนุก ไม่แน่คนในครอบครัวหรือคนรักของเรา อาจจะเห็นแล้วมีความสุข อยากมาออกกำลังกายเป็นเพื่อนคุณก็ได้

6. จดบันทึกความเปลี่ยนแปลง

      ข้อนี้สำคัญเลย เราจะไม่เชื่อเลยว่าเพียงไม่นานหลังจากที่เราออกกำลังกาย เราจะได้สุขภาพ ที่ดี ได้หุ่นกระชับ เพรียว รู้สึกสดชื่นขึ้นมา ทั้งผิวพรรณ และหน้าตา นอกจากการจดบันทึกแล้ว ลองถ่ายรูปเราหน้ากระจกไว้ทุกมุมที่คุณต้องการ แล้วลองมาดูกันว่า ภายใน 1 สัปดาห์ เราเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง ทำให้เรารู้สึกคุ้มค่ากับการออกกำลังกาย และไม่เบื่อหน่ายอีกต่อไป

ที่มา...e-magazine

วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2557

การออกกำลังกายสำหรับคนไม่มีเวลา


       หลายๆ คนอาจจะเคยใช้คำอ้างของการออกกำลังกาย ด้วยคำว่า "ไม่มีเวลาออกกำลังกาย" แต่เพื่อสุขภาพ ร่างกายที่แข็งแรงของเรา ลองมาใช้ชีวิตประจำวันของคุณในการออกกำลังกายดูค่ะ

      1. ตื่นนอน : ขยับร่าง ยืดตัวสุดๆ ให้คลายเส้น หายใจลึกๆ ให้สดชื่น

     2. แปรงฟัน : กางขากว้างๆ ย่อแล้วยืด ย่อแล้วยืด

     3. อาบน้ำ : หมุนเอวไปมา ซ้ายแล้วขวา ขวาแล้วซ้าย

     4. ถึงที่ทำงาน : ก้าวเดินไวๆ ขึ้นบันไดแทนลิฟต์

     5. นั่งทำงาน : ยืดตัวตรงแล้วแขม่วท้อง เกร็ง-คลาย เกร็ง-คลาย

     6. หลังมื้อเที่ยง : เดินไปซื้อผลไม้ไว้เป็นของว่างยามบ่าย

     7. กลับบ้าน : อาบน้ำอุ่นๆ ก้ม-เงยศีรษะ หมุนคอ ยักไหล่ แกว่งแขน บิดเอว ให้ร่างกายได้ยืดหยุ่น

     8. เข้านอน : หายใจลึกๆ ให้ถึงท้อง ปล่อยกายและใจให้ผ่อนคลาย หลับตาลงให้สบายคลายกังวล

       ถ้าทำอย่างจริงจังและสม่ำเสมอ วิธีออกกำลังกายที่ควบคู่ไปกับการใช้ชีวิตประจำวันตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน จะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ระบบเผาผลาญจะดีขึ้น ร่างกายจะแข็งแรงและยืดหยุ่น ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ารวมทั้งลดไขมัน ที่สะสม รูปร่างก็ฟิตแอนด์เฟิร์ม สบายกายสบายใจ ไม่ต่างจากการออกกำลังกายแบบกิจลักษณะแต่อย่างใด

ที่มา...Penhouse

ออกกำลังกาย ขณะเดินทางกันดีกว่า


      หลายๆ คนกำลังวางแผนการท่องเที่ยวในวันหยุดยาว แต่การนั่งรถนานๆ อาจจะทำให้เมื่อยได้ ลองมาดูการออกกำลังกายในรถคลายเมื่อยกันดีกว่า

      ในหนึ่งวัน แต่ละคนอาจใช้ชีวิตระหว่างเดินทาง มากกว่าเวลาทำงานเสียอีก หรือถ้าตีเป็นวันเวลาแห่งชีวิตก็คงเกือบ 1 ใน 3 ของชีวิตได้สำหรับมนุษย์ทำงาน เพราะว่าเป็นระยะทางอันใกล้ แต่การจราจรที่แสนจะคับคั่ง ก็อาจทำให้เส้นทางดูไกลไปเลยก็ได้

      เวลาที่เรานั่งอยู่ในรถ รถมักจะมีอาการเบื่อ และไม่รู้จะทำอะไร แต่วันนี้มีคำแนะนำ ที่ชวนทุกคนพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสได้ โดยการใช้เวลาในรถให้ได้สุขภาพ ดีด้วยด้วยการ ออกกำลังกาย เหมาะๆ ขณะรอรถติด จะได้มีชีวิตที่ไม่ต้องรอแต่ไฟเขียว

    ทางเลือกจัดโปรแกรม exercise แก้เบื่อ

ทางเลือกในการจัดโปรแกรม ออกกำลังกาย ขณะรถติดนั้นขึ้นอยู่กับรูปแบบของการเดินทาง โดยท่านสามารถเลือกจัดให้สะดวกได้ตามวิธีเดินทางที่สะดวก ดังนี้

     1. สำหรับคนที่เดินทางแบบนั่งนานๆ

      เช่น นั่งรอรถติด นั่งบนรถสาธารณะ นั่งรถทัวร์ รถไฟหรือเครื่องบิน การเดินทางแบบนั่งติดเบาะเช่นนี้ไม่ดีแน่ เพราะอาจทำให้ท้องอืดและเครียดไม่รู้ตัว

      วิธีง่ายๆ คือ ให้ยกขาขึ้นลงเป็นระยะทุกครึ่งชั่วโมงหรือถ้าไม่มีที่ก็แค่เกร็งขาเหมือนกำลังเขย่งก็แทนกันได้ ลองทำดู ง่ายนิดเดียว

    2. สำหรับคนเดินทางแบบยืนนาน

      การเดินทางแบบนี้เกิดกับคนที่ยืนบนรถไฟฟ้า รถใต้ดิน รอรถเมล์ ที่ต้องยืนกันขาแข็ง การยืนนานแบบนี้ทำให้ “ปวดหลัง” ได้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสาวๆ ที่ใส่ส้นสูงไปทำงาน ยิ่งต้องคอยเกร็งตัวเลี้ยงตัวไว้ไม่ให้ล้ม

      วิธี ออกกำลังกาย คือ ให้ผ่อนน้ำหนักลงทั้ง 2 ขาสลับกันไปมา อย่ายืนเกร็งอย่างเดียวค่ะจะเสี่ยงเส้นเลือดขอด ถ้ามีพื้นที่ในการยืนพอสมควรก็อาจจะขยับขากางเข้าออกเล็กน้อย สลับซ้ายขวา

     3. สำหรับเดินทางแบบเป็นผู้ขับขี่

      สำหรับผู้ขับขี่ทั้งหลายนี่เข้าใจเลยล่ะ ว่าเวลารถติดเหยียบเบรคบ่อยๆ รอไฟแดงนานๆ ต้องเมื่อยแน่ๆ และยังทำให้ก็มีอาการไม่สบายได้ เช่น ปวดหัวไหล่เพราะเกร็งข้อมือถือพวงมาลัย ปวดขาเพราะต้องคอยเหยียบเบรคสลับคันเร่งเวลารถติดกระดึบเหมือนหอยทาก

      เทคนิคการออกกำลังกาย คือ ให้ปรับเบาะให้สบายอย่าให้นิ่มเกินไป หาเบาะมารองก้นให้ตัวไม่จมและเวลารถติดก็ใส่เกียร์จอดเอาไว้ ไม่ต้องเกร็งขาคอยเหยียบเบรค

       การหาทางออกกำลังในระหว่างเดินทางเป็นทางออกสุขภาพ ที่ดี ลองคิดดูว่าถ้าวันหนึ่งเสียเวลาเดินทางอย่างน้อย 1 ชั่วโมง แต่ถ้าเราแปรเวลานั้นให้กลายเป็นชั่วโมงออกกำลังไปด้วย ก็ช่วยได้ทั้งสุขภาพและคลายเครียด เรียกว่าได้ประโยชน์สองต่อ ทั้งช่วยปลดล็อคความน่าเบื่อของสถานการณ์รอบตัวได้ด้วย

ที่มาจาก : women.thaiza.com

บำรุงเส้นผม สำหรับสาวออกกำลังกายบ่อย


     สาวๆ คนไหนที่ออกกำลังกายบ่อย ก็อาจประสบปัญหาเรื่องทรงผม อยู่ไม่น้อย เพราะเวลาเหงื่อออกตอนออกกำลังกาย ก็พาให้ผมเปียกเสียทรงจนต้องสระทุกครั้งหลังออกกำลังกาย เมื่อสระบ่อย ๆ เข้า ผมแห้งเสีย เร็วกว่าที่เคย แล้วจะมีตัวช่วยแบบไหนได้บ้างนะ...

ใช้แชมพูที่มีฟองน้อย

      พวกแชมพูที่มีฟองมาก จะทำให้เส้นผมสูญเสียความชุ่มชื้นและ สีผมที่ทำก็จะหลุดลอกออกไปอย่างง่ายดาย ลองมองหาแชมพูที่มีสารซัลเฟตต่ำหรือแชมพูที่ปราศจากสารซัลเฟต ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดฟอง แค่นี้ก็มั่นใจได้แล้วว่าผมของคุณจะไม่แห้งและสีผมที่ทำมาก็ยังคงอยู่ติดทน ไปอีกนานเลย

ไม่ใช้ผ้าขนหนู

      อย่าใช้ผ้าขนหนูพันหัวของคุณหลังสระผมนานเกิน 20 นาที เพราะผ้าขนหนูจะดูดซับน้ำออกไปจากเส้นผมหมด แล้วจะทำให้ผมของคุณโค้งงอไม่เรียบตรง นอกจากนี้ อย่าเช็ดถูผมของคุณด้วยผ้าขนหนู เพราะนี่แหละที่เป็นสาเหตุของปัญหาผมแตกปลายและจะยิ่งทำให้ผมหยิกโค้งงอมาก ขึ้น ทางที่ดีควรหันมาบิดน้ำออกจากเส้นผมช้า ๆ ด้วยมือ แล้วก็รอให้ผมแห้งสักเล็กน้อยค่อยใส่ผลิตภัณฑ์บำรุงผม แค่นี้เส้นผมก็สลวยสวยเก๋มีชีวิตชีวาแล้ว

เลือกใช้ดรายแชมพู

      หากไม่ต้องการสระผมบ่อย ๆ ให้เลือกใช้ดรายแชมพู (แขมพูแบบแห้ง) แทน เพราะมันจะช่วยทำให้ผมสะอาดโดยไม่ต้องสระและไดร์ อีกทั้งยังช่วยดูดซับน้ำมันจากเส้นผมด้วย เอาเป็นว่า ใครที่ออกกำลังกายบ่อย ๆ แต่ไม่อยากสระและไดร์ผมบ่อยตาม ก็ลองเลือกใช้ดรายแชมพูแล้วกันเนอะ

หวีผมก่อนสระ

      เชื่อว่าสาว ๆ หลายคนอาจจะเคยได้ยินว่า การหวีผม 100 ครั้งต่อวัน จะช่วยทำให้ผมสุขภาพดี นั่นก็อาจจะเป็นความจริง แต่คุณควรจะหวีให้ถูกต้อง โดยหวีจากด้านบนสุดลงมาถึงสุดปลายผม เพื่อให้น้ำมันธรรมชาติกระจายตัวมาบำรุงผมให้ทั่ว แต่ถ้าหากคุณมีปัญหาผมพันกันเป็นกระจุก ๆ ให้ใช้วิธีหวีจากด้านล่างขึ้นด้านบนจะเวิร์คกว่า และควรจะหวีก่อนสระ เพื่อที่จะให้ผมไม่พันกัน เพราะผมพันกันที่เปียกตอนสระผม กว่าจะสางให้หลุดออกจากกันได้คุณจะเจ็บจี๊ดจนน้ำตาไหลเลยล่ะ

บำรุงให้ผมชุ่มชื้น

      รู้นะ ว่าสาว ๆ หลายคนเมื่อสระผมเสร็จแล้ว ก็ขี้เกียจลงครีมนวดผมต่อ แต่รู้ไหมว่าการใช้ครีมนวดผมต่อหลังสระ จะช่วยให้ผมชุ่มชื้นและอยู่ทรงมากกว่าใช้แค่แชมพูเพียงอย่างเดียว อีกทั้งยังช่วยล็อกให้สีผมอยู่ติดทนนาน ผมไม่แตกปลาย และช่วยเพิ่มความเงางามให้น่าสะกดใจอีกด้วย นอกจากนี้หลังสระ ก็อาจจะบำรุงผมด้วยเซรั่มที่ใช้อยู่เป็นประจำเพิ่มเติมด้วยก็ได้ เพียงเท่านี้ผมก็จะสวยคูณสองแล้วจ้า

ที่มา...กระปุกดอทคอม

ออกกำลังกายเทรนด์ใหม่ด้วย..พิลาทีส


     พิลาทิสเป็นการออกกำลังกายที่เหมาะกับคนที่ต้องการจะลดน้ำหนัก ทำเป็นประจำจะส่งผลดีต่อสุขภาพ

       พีลาทีส หมายถึง การทำงานที่ประสานกันระหว่างจิตใจ ร่างกาย และวิญญาณ ผ่านการใช้กล้ามเนื้อและลมหายใจที่ถูกต้อง เพื่อการควบคุมร่างกายทั้งหมด

      วิธีนี้จะประกอบไปด้วยการเคลื่อนไหว ที่ต้องอาศัยการควบคุมทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยเน้นไปที่การปรับปรุงการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ ความแข็งแกร่ง การยืดหยุ่น การประสานงานของกล้ามเนื้อ และสภาพร่างกาย


      การออกกำลังกายแบบพีลาทีสนี้ สามารถออกได้ทุกเพศ ทุกวัย โดยจะฝึกบนเสื่อรอง หรืออุปกรณ์พีลาทีสที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ซึ่งการฝึกจะมีท่าบริหารร่างกายกว่า 500 ท่า และท่าบริหารส่วนมากจะเป็นท่าที่ลดแรงเสียดทาน และแรงโน้มถ่วงของร่างกาย โดยเน้นส่วนสัดที่สมดุล และควบคุมกล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้อง

      การฝึกพีลาทีสจะไม่ใช้ท่าซ้ำ ๆ ซึ่งท่าบริหารหนึ่ง ๆ จะทำเพียง 2-3 ครั้งเท่านั้น ผู้ฝึกจะต้องรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวในทุกอิริยาบถ และแสดงออกมาด้วยท่วงท่าที่แม่นยำและลื่นไหล ช่วยให้จิตใจทำงานสัมพันธ์กับร่างกาย ทำให้ผู้ฝึกเคลื่อนไหวได้ถูกต้อง

      เน้นการหายใจ

      การฝึกหายใจที่ถูกต้องนั้น สำคัญกับการฝึกพีลาทีสเป็นอย่างมาก ฉะนั้นท่าบริหารแต่ละท่าจึงประกอบไปด้วยจังหวะการหายใจที่เป็นรูปแบบเฉพาะ ตัว ช่วยในการผ่อนคลายความตึงเครียดให้กับร่างกาย และยังช่วยในการกำหนดพลังงานไปยังตำแหน่งที่ถูกต้องตามส่วนต่าง ๆ อีกด้วย อีกทั้งการฝึกพีลาทีสจะเน้นไปที่การยึดกล้ามเนื้อ และคงสภาพให้อยู่ในท่วงท่าที่เป็นธรรมชาติ จะไม่ก่อให้เกิดการแข็งจับกันเป็นก้อนของกล้ามเนื้อ ทำให้ผู้ฝึกสามารถใช้กล้ามเนื้อได้อย่างแท้จริง และสร้างสมดุลให้กับร่างกายทั้งตัว

       นอกจากนี้ การฝึกพีลาทีสยังช่วยปรับปรุงบุคลิกภาพให้ดีได้ขึ้นด้วย

      ประโยชน์ของพีลาทีส

      1. ปรับปรุงระบบการหายใจ และการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายและจิตใจ
      2. เพิ่มความว่องไวและกระฉับกระเฉงในการเคลื่อนไหว
      3. เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
      4. สร้างความยืดหยุ่นของกระดูกสันหลัง และสร้างความแข็งแกร่งให้กับกล้ามเนื้อท้อง
      5. ลดความเครียด อาการเจ็บปวด และกระตุ้นให้เกิดพลังงาน
      6. ปรับปรุงการทำงานที่ประสานกันของอวัยวะทุกส่วน ความสมดุล และระบบไหลเวียนโลหิต
      7. ปรับสภาพกล้ามเนื้อและช่วยให้มีรูปร่างเพรียวยาว ปราศจากกล้ามเนื้อที่แน่นแข็งและจับตัวกันเป็นก้อน
      8. เสริมสร้างพละกำลังและสมาธิที่ดีขึ้น


ที่มา...WomanPlus

วันเสาร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2557

ออกกำลังกายเทรนด์ใหม่ Gyrotonic


      สมัยนี้จะเคลื่อนตัวไปทางไหนหรือจะนั่งทำงานอยู่กับที่ ก็มักจะได้ยินคนอื่น ๆ พูดถึงแต่เรื่องออกกำลังกาย ทั้งนั้น จะนิ่งเฉยก็คงไม่ได้การ บังเอิญมีเพื่อนสาวชวนไปอัพเทรนด์การออกกำลังกายแบบใหม่ที่กำลังมาแรงในช่วง นี้ เลยอยากลองดูสักหน่อย กับไจโรโทนิค (Gyrotonic)

      ไจโรโทนิค (GYROTONIC) เป็นวิธิการออกกำลังกาย โดยใช้หลักการประยุกต์ของยิมนาสติก โยคะ ว่ายน้ำ ไทชิ และการเต้นรำ เน้นการเคลื่อนไหวที่ตรงตามรูปของการหายใจ ถูกค้นพบโดย Juliu Horvart ผู้ที่เป็นทั้งนักบัลเลต์และครูสอนโยคะชาวฮังการี นำเอาลักษณะการเคลื่อนไหวของปลาหมึก แมว และลิงที่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างไร้ขีดจำกัดมาใช้กับมนุษย์ เขาจึงได้คิดค้นอุปกรณ์และรูปแบบการเคลื่อนไหวแบบใหม่ขึ้นมา โดยเครื่องจะเคลื่อนไหวเป็นวงกลมไปรอบ ๆ ซึ่งหลักการเคลื่อนตัวของไจโรโทนิคจะเน้นไปที่ ความตั้งใจที่จะผลักดันเคลื่อนย้ายร่างกายอย่างมีจังหวะไปตามข้อต่อต่าง ๆ ผนวกกับการใช้รูปแบบการหายใจที่สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวช่วยให้บริเวณข้อ ต่อต่าง ๆ เคลื่อนไหวเป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องมีการชนหรือการบีบอัด

       ประโยชน์ของการออกกำลังกายแบบ Gyrotonic ช่วยสร้างความสมดุลการไหลเวียนของระบบโลหิตกระตุ้นหัวใจและหลอดเลือดให้ไหล ไปตามข้อต่อ เสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบประสาท แก้อาการบิดโค้งของกระดูกสันหลัง และช่วยรักษาอาการออฟฟิศซินโดรม ไจโรโทนิค นั้นมีลักษณะเหมือนการเล่นโยคะบนเครื่องจักร ที่เน้นการผสานการเคลื่อนไหวบนอุปกรณ์ที่มีสายเคเบิล และลูกรอกที่สามารถช่วยให้เคลื่อนที่ไปมาได้ โดยมีแรงต้าน สามารถปรับระดับได้ตั้งแต่ 10-35 ปอนด์ บวกกับลักษณะของไม้โค้งที่สามารถปรับแต่งให้เข้ากับร่างกายและความสามารถทาง กายภาพ โดยใช้น้ำหนักของร่างกายในการเคลื่อนได้แบบ 360 องศา ซึ่งจุดเด่นของเครื่องนี้มีความปลอดภัยสูง แม้แต่ผู้ที่ตั้งครรภ์ หรือมีโรคประจำตัวก็ยังสามารถเล่นได้อย่างไม่มีปัญหา

       ถึงแม้ไจโรโทนิค จะเป็นการฝึกอยู่ในห้องแอร์ ทำให้ไม่มีเหงื่อ ไม่เหนื่อยหอบ อาจจะช่วยเบิร์นไขมันส่วนเกินได้ไม่มากนัก แต่ความจริงแล้วกล้ามเนื้อของเราได้ออกแรงยืดเหยียดไปทุกส่วน หากเล่นอย่างสม่ำเสมอสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ได้ประมาณสัก 7-8 สัปดาห์ละก็ จะพบว่าแขนจะเรียวเล็กลง หน้าท้องจะแข็งแรงและผอม เพรียวขึ้นได้ไม่มากก็น้อย จนคุณเองก็สามารถสังเกตได้

ที่่มา...แม่บ้าน

แปรงสีฟันขนนุ่มแก้ฟันสึก เสียวฟัน


     กรมอนามัย แนะประชาชนทุกกลุ่มอายุให้เลือกใช้แปรงสีฟันที่มีขนแปรงนุ่ม เพราะสามารถทำความสะอาดฟันได้ดี ไม่เสี่ยงต่อการทำให้ฟันสึกซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของอาการเสียวฟัน ชี้ เพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพเลือกใช้แปรงสีฟันติดดาวของกรมอนามัย

      ผลสำรวจพฤติกรรมการดูแลอนามัยช่องปากคนไทย โดยสำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัยร่วมกับสถาบันวิจัยเอแบคโพล สุ่มสำรวจประชาชนที่มีอายุระหว่าง 15-60 ปี ใน 12 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่ามีประชาชนใช้แปรงสีฟันชนิดขนแปรงนุ่ม ร้อยละ 52 และไม่เคยอ่านฉลากแปรงสีฟันมากกว่าครึ่งหรือร้อยละ 58 ทั้ง ๆ ที่แปรงสีฟันเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลากตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ต้องระบุข้อมูลให้เพียงพอต่อการเลือกซื้อของประชาชน อาทิ ความอ่อนนุ่มของขนแปรง ลักษณะปลายขนแปรง วัสดุที่ใช้ผลิต และอายุที่เหมาะสมสำหรับแปรงสีฟันเด็ก เป็นต้น

      จากการติดตามเฝ้าระวังคุณภาพแปรงสีฟันที่จำหน่ายในประเทศไทย เป็นระยะทุก 3 ปี ในปี 2554 โดยเก็บสำรวจแปรงสีฟันกว่า 300 รุ่น เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ครบถ้วนของฉลาก และตรวจสอบคุณภาพตามมาตรฐานวิชาการแปรงสีฟันกรมอนามัยพบว่า แปรงสีฟันที่จำหน่ายในห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ และซุปเปอร์สโตร์ กว่าร้อยละ 80 ผ่านมาตรฐานกรมอนามัย ในขณะที่แปรงสีฟันจากตลาดนัดหรือจากแหล่งจำหน่ายสินค้าค้าส่งต่าง ๆ รวมทั้งแปรงสีฟันนำเข้าจากต่างประเทศที่ไม่มีฉลากภาษาไทย ไม่ระบุผู้ผลิต ผู้นำเข้าหรือผู้จัดจำหน่าย ส่วนใหญ่มีคุณภาพต่ำ โดยพบว่าขนแปรงหลุดร่วงง่าย ขนแปรงแข็ง ปลายขนแปรงคม ส่วนขอบโดยรอบหัวแปรงขรุขระไม่เรียบ ด้ามแปรงไม่แข็งแรงหักง่าย อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคได้

      "การ เลือกซื้อแปรงสีฟัน ควรเลือกแปรงสีฟันที่มีขนแปรงนุ่มหรือนุ่มพิเศษโดยดูจากฉลากสินค้า จะมีประสิทธิภาพในการทำความสะอาดฟันได้ดี ไม่เสี่ยงต่อการทำให้ฟันสึกที่เป็นสาเหตุหนึ่งของอาการเสียวฟัน สำหรับการเลือกซื้อแปรงสีฟันให้เด็ก ดูคุ้มครองผู้บริโภคด้านฉลาก ให้ดูช่วงอายุที่ระบุบนฉลากแปรงสีฟันเด็กด้วย โดยเลือกซื้อให้ตรงตามอายุของเด็กที่จะใช้แปรง สิ่งสำคัญคือผู้ปกครองต้องระวังไม่ซื้อแปรงสีฟันที่มีขนแปรงแข็งและปลายขน แปรงคมให้ลูกนอกจากดูฉลากแล้วอาจทดสอบได้โดยแปรงลงบนหลังมือดูว่าขนแปรงคม หรือไม่ ทั้งนี้ การดำเนินงานที่ผ่านมา นอกจากกรมอนามัยได้มีการเฝ้าระวังคุณภาพแปรงสีฟันในท้องตลาดแล้ว ยังได้สนับสนุนผู้ประกอบการแปรงสีฟันคุณภาพ โดยให้การรับรองคุณภาพแปรงสีฟันที่ผ่านมาตรฐานวิชาการกรมอนามัยภายใต้ โครงการแปรงสีฟันติดดาว ผู้บริโภคจะสังเกตได้จากสัญลักษณ์รูปดาวมีข้อความกรมอนามัยรับรองคุณภาพ กำกับไว้อย่างชัดเจน”

      การป้องกันโรคฟันผุและโรคเหงือกที่ยังเป็นปัญหาสำคัญของประชาชนทุกกลุ่มวัย ที่ดีที่สุดคือ แปรงฟันให้สะอาดทั่วถึงทุกซี่ฟันทุกเช้าและก่อนนอน และผู้ปกครองควรแปรงฟันให้เด็กตั้งแต่ฟันน้ำนมซี่แรกเริ่มขึ้นในปากอายุ ประมาณ 6–9 เดือน

      ส่วนการเก็บรักษาแปรงสีฟันให้ถูกสุขลักษณะ เมื่อแปรงฟันเสร็จ ล้างแปรงให้สะอาด เก็บแปรงในที่แห้งอากาศถ่ายเทได้ดี หงายส่วนขนแปรงขึ้นในแนวตั้ง การวางขนแปรงคว่ำลง น้ำจะสะสมที่หัวแปรงทำให้แห้งช้า และเกิดการสะสมของเชื้อโรคได้ง่าย แปรงสีฟันที่ใช้ตามปกติ ทุกวัน ไม่จำเป็นต้องใส่หัวแปรงไว้ในกล่องเก็บหัวแปรง เพราะจะทำให้แห้งยาก ที่สำคัญต้องคอยดูแลเปลี่ยน แปรงสีฟันเมื่อขนแปรงเริ่มบานหรือทุก 3 เดือน เพราะขนแปรงที่บานจะมีประสิทธิภาพในการทำความสะอาดฟันลดลง และอาจเป็นอันตรายต่อเหงือกในขณะที่แปรงฟันได้

ที่มา...กรมอนามัย

โรคผิวหนังในออฟฟิศ ภัยร้ายใกล้ตัวที่คุณอาจคาดไม่ถึง


      โลกของเราเต็มไปด้วยเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อราชนิดต่าง ๆ กระจายอยู่ทุกที่ แถมเราก็ใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่ที่จำกัดบริเวณกันมาก และสถานที่เหล่านั้นก็มักเป็นสถานที่ปิด ซึ่งอาจไม่ได้รับการทำความสะอาด หรือมีอากาศและแสงแดดอย่างเพียงพอ ทำให้กลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคโดยไม่ได้ตั้งใจ โดยเฉพาะสถานที่ที่เราเหล่ามนุษย์เงินเดือนใช้ชีวิตอยู่กว่าครึ่งค่อนวัน นั่นก็คือ ออฟฟิศของเรา ซึ่งนอกจากจะทำให้ติดเชื้อเกิดอาการเจ็บป่วยแล้ว เชื้อโรคเหล่านี้ยังทำให้เกิดโรคผิวหนังบางชนิดได้ด้วย

   
ป่วยเพราะที่ทำงาน
      มีงานวิจัยที่มหาวิทยาลัยซานดิเอโกสเตททำร่วมกับมหาวิทยาลัยแอริโซนาระบุว่า ในออฟฟิศตามเมืองใหญ่มีเชื้อแบคทีเรียกระจายอยู่ทั่วไม่ต่ำกว่า 500 ชนิด ซึ่งมีจำนวนใกล้เคียงกับแบคทีเรียในห้องน้ำและในเครื่องบินโดยสารเลยล่ะ โดย แบคทีเรียเหล่านี้กระจายตัวอยู่ในออฟฟิศได้โดยมีคนเป็นพาหะนำมาทั้งจากผิว หนังของเรา น้ำลาย น้ำมูก ที่หลุดร่วงหรือกระเด็นกระดอนออกมาจากตัวระหว่างทำงาน เชื่อหรือไม่ว่าแบคทีเรียหรือเชื้อราบางชนิดสามารถอาศัยและสืบพันธุ์อยู่ได้ เป็นเวลาหลายปีเชียวล่ะ ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้น ลองไปดูพร้อม ๆ กันเลยดีกว่า

     1. ไวรัส สามารถทำให้เกิดผื่นได้หลายโรค บางชนิดเป็นผื่นทั้งตัว บางชนิดเป็นเฉพาะที่ ไวรัสที่ทำให้เกิดผื่นทั้งตัว เช่น โรคหัด โรคหัดเยอรมัน โรคไข้สุกใส โรคมือเท้าปาก ไวรัสที่ก่อให้เกิดผื่นเฉพาะที่ เช่น โรคเริม โรคงูสวัด เป็นต้น เชื้อไวรัสมักอาศัยการแพร่กระจายทางอากาศและการสัมผัส ลมหายใจ หรือสารคัดหลั่งของผู้ที่ติดเชื้อหรือเป็นพาหะโดยตรง เพราะคนที่เป็นอาจจามแล้วมาจับลูกบิดประตู หากคุณไปจับต่อแล้วเอามือมาขยี้ตา ก็ทำให้ติดเชื้อได้เหมือนกัน

      การป้องกันทำได้โดยหมั่นล้างมือให้สะอาด หรือใช้เจลล้างมือแทนก็ได้ โดยเจลล้างมือทั่วไปมีประสิทธิภาพในการป้องกันที่ดี ซึ่งจะฆ่าเชื้อไวรัสได้โดยการจับตัวไปที่ผนังหุ้มเซลล์ของไวรัสเหล่านั้น และสามารถฆ่าเชื้อไวรัสทั่วไปได้ แต่เชื้อไวรัสบางชนิด เช่น เชื้อมือเท้าปาก ไม่มีเยื่อหุ้มผนังเซลล์ เจลล้างมือทั่วไปจึงไม่สามารถทำลายเชื้อตัวนี้ได้ ดังนั้นก่อนเลือกซื้อจึงควรสอบถามผู้ขายให้ดีก่อน ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงการใช้มือไปจับหน้าจับตาหรือกินอะไร โดยไม่ล้างมือ รวมทั้งไม่ทานอาหารร่วมกับคนอื่น โดยไม่มีช้อนกลาง (ถ้าเป็นไปได้) และหากมีบาดแผลก็ควรปิดแผลเพื่อป้องกันการติดเชื้อด้วยนะ ส่วนการแพร่กระจายเชื้อในอากาศ แม้เครื่องฟอกอากาศหรือแอร์ที่มีระบบฆ่าเชื้อจะกำจัดไวรัสบางชนิดได้ แต่ก็ไม่ได้ทุกชนิด ดังนั้นจึงควรสวมหน้ากากเมื่อไม่สบาย เพื่อลดการแพร่เชื้อ หรือหยุดงานจนกว่าจะหายดีกว่า

     2. แบคทีเรีย ขณะที่ไวรัสมักกระจายตัวตามอากาศ หรือสารคัดหลั่งที่ออกมาจากร่างกาย แต่แบคทีเรียจำนวนมากใช้ผิวหนังของมนุษย์เป็นที่อยู่อาศัยเสมือนร่างกาย มนุษย์คือโลกของมัน ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่แบคทีเรียชอบสิงสถิตคือบริเวณที่มีความชื้นได้แก่ รูจมูก บริเวณหู ซอกขา ซอกแขน รักแร้ ง่ามมือ ง่ามเท้า ทั้งนี้ แบคทีเรียที่อาศัยอยู่บนผิวหนังแต่ละส่วนของร่างกาย ก็เป็นแบคทีเรียต่างชนิดกัน เป็นไปไม่ได้ที่คุณจะกำจัดแบคทีเรียออกไปให้หมดจากผิวหนัง และไม่ควรทำด้วยนะ เพราะแบคทีเรียประจำถิ่นที่อยู่อาศัยบนผิวจะปกป้องคุณจากแบคทีเรียอื่น ๆ ที่เป็นอันตรายยิ่งกว่านั่นเอง

      แบคทีเรียบนผิวหนังอาจร่วงหล่นไปตามบริเวณต่าง ๆ ที่คุณเดินผ่านหรือสัมผัส ทำให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อ ซึ่งการติดเชื้อสามารถติดทางการหายใจได้เช่นเดียวกับไวรัส แต่ในออฟฟิศมักเกิดจากการสัมผัสผิวหนังของคนที่เป็นโรคหรือโดยการกินหรือ ดื่มน้ำที่มีเชื้อแบคทีเรียปนเปื้อนมากกว่า แบคทีเรียบางชนิดเป็นตัวการก่อให้เกิดสิว โดยสามารถพบได้ตามผิวหนัง ผม ขน ช่องปาก บางชนิดทำให้เป็นฝี ผิวพุผอง รูขุมขนอักเสบ โรคในออฟฟิศที่เกิดจากแบคทีเรียที่มักเป็น เช่น ปอดอักเสบ ทอนซิลอักเสบ หูอักเสบ ท้องเสีย แผลอักเสบ ซึ่งการป้องกันทำได้โดยการหมั่นล้างมือเช่นเดียวกัน

      แม้แบคทีเรียจะชอบอยู่บริเวณผิวหนังที่มีความชื้นบนร่างกายมากกว่า แต่หากผิวหนังแห้งขาดความชุ่มชื้น ผิวหนังก็จะเปราะบาง จนทำให้แบคทีเรียที่ไม่ดีสามารถแทรกซึมเข้าไปตามรูขุมขน และทำร้ายคุณได้เหมือนกัน ดังนั้นควรรักษาความสะอาดและความชุ่มชื้นเพื่อผิวที่แข็งแรงด้วยนะ

     3. เชื้อรา มีทั้งราดีและราอันตราย ราที่ดีจะช่วยย่อยสลายซากพืชซากสัตว์ ราบางตัวก็นำมาทานได้ เช่น เห็ด หรือยีสต์หมักขนมปัง ส่วนราที่ให้โทษแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ไม่ทำลายผิวมนุษย์โดยตรง และกลุ่มที่ทำลายและกัดกินเนื้อเยื่อของมนุษย์โดยตรง

      ราที่ไม่ก่อโรค เป็นราที่จะเกิดปฏิกิริยากับระบบอวัยวะสัมผัสซึ่งทำให้เกิดภูมิแพ้ในบางคน เพราะเชื้อราพวกนี้มีชิ้นส่วนเล็ก ๆ ที่เรียกว่า สปอร์ ซึ่งกระจายอยู่ในอากาศ พบได้ทั่วไปทั้งในบ้านและนอกบ้านรวมถึงที่ทำงาน ทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ ซึ่งเกิดเฉพาะในบางคนที่แพ้เท่านั้น หากเป็นภูมิแพ้ที่ปอดก็จะมีอาการหอบหืด หากเป็นที่เยื่อบุจมูกก็จะมีน้ำมูกไหล ไอ จาม หรือถ้าเป็นเยื่อบุตาก็จะคันตา ตาแดง น้ำตาไหล ซึ่งอาการที่ว่านี้ตัวราเองไม่ได้ทำอะไรเลย แต่เป็นเพราะว่าคนที่แพ้สูดหายใจหรือสัมผัสเอาฝุ่นเข้าไปจึงเกิดมีอาการขึ้น คนที่ไม่แพ้ก็จะไม่มีอาการใด ๆ การกำจัดเชื้อราประเภทนี้คือ พยายามอย่าให้เกิดความชื้นหรืออับทึบ ถ้าพบว่ามีเชื้อราเกิดขึ้นควรกำจัดโดยใช้น้ำยาฆ่าเชื้อรา ชนิดที่หาซื้อง่ายและราคาไม่แพงคือ น้ำยาดับกลิ่นไลโซล หรือน้ำยาฟอกผ้าขาว เช่น คลอร็อกซ์ เป็นต้น

      ส่วนราในกลุ่มที่สองจะก่อโรคโดยตรงกับเรา เพราะตัวเชื้อราเองย่อยหรือกินเนื้อเยื่อของมนุษย์โดยตรง อย่างถ้าเป็นที่ผิวหนังชั้นนอกส่วนบน เช่น กลาก เกลื้อน เชื้อราที่เล็บ ซึ่งแม้จะไม่รักษาก็ไม่ได้ทำอันตรายถึงตาย เพียงแค่ก่อความรำคาญเพราะอาการคันและดูไม่สวยงามเท่านั้น ตัวเชื้อกลาก นั้นมาจากสิ่งแวดล้อมโดยการสัมผัส เช่น สัตว์เลี้ยง ดินยานพาหนะต่าง ๆ ซึ่งราพวกนี้รักษาไม่ยาก ส่วนเกลื้อนที่เป็นวงขาว ๆ มักจะขึ้นช่วงหน้าร้อน คนที่เคยเป็นแล้วมีโอกาสเป็นซ้ำได้อีก จึงต้องระวังไม่ให้ร่างกายอับชื้น อาบน้ำให้สะอาดทั้งเช้า-เย็น และป้องกันได้โดยหมั่นล้างมือบ่อย ๆ

      โดยปกติแล้ว มนุษย์เราสัมผัสกับเชื้อโรคต่าง ๆ ไม่ต่ำกว่า 60,000 ชนิดในแต่ละปี ปราการด่านแรกที่เชื้อโรคต้องเผชิญคือ ผิวหนังของเรา ดังนั้น จึงควรดูแลสุขภาพผิวให้แข็งแรง ทานอาหารให้ครบทุกหมู่ ออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ ทำความสะอาดร่างกายอย่างเหมาะสม อย่าขัดผิวหรือทำให้ผิวระคายเคืองมากเกินไป เพราะจะทำให้ผิวอ่อนแอ ทั้งนี้ นอกจากดูแลตัวเองแล้ว ก็อย่าลืมรักษาความสะอาดสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือสถานที่ทำงานให้สะอาดอยู่เสมอ จะทำให้พนักงานมีสุขภาพดี และทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยนะ

    สถานที่อันอุดมไปด้วย เชื้อโรคในออฟฟิศ       โดยมากเชื้อโรคทั้งหลายชอบที่ที่มีความชื้น และไม่สัมผัสกับแสงแดดโดยตรง เหล่าร้ายพวกนี้จึงมักสิงสถิตอยู่ตามลูกบิดประตู ปุ่มกดในลิฟต์ สวิตช์เปิด-ปิดแอร์หรือพัดลม สวิตช์ไฟ ราวบันได ห้องประชุม เอกสารเวียนหนังสือที่ใช้ร่วมกัน เก้าอี้ โซฟา หมอนอิง โทรศัพท์ เม้าส์ คีย์บอร์ด คอมพิวเตอร์ หน้าจอคอมพิวเตอร์ ทีวี รีโมตทีวี หูจับตู้เย็น ประตูเปิด-ปิดเตาไมโครเวฟ กาต้มน้ำร้อน ผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดโต๊ะ บริเวณต่าง ๆ ในห้องน้ำ เป็นต้น ฉะนั้น อย่าลืมล้างมือทุกครั้งหลังสัมผัสสิ่งเหล่านี้ เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณนะ

ที่มา...Men's Health

หากต้องนอนดึก..ควรกินอะไรดี


     คนส่วนมากในยุคปัจจุบันส่วนใหญ่ คงไม่เข้านอนก่อน 4 ทุ่มเป็นแน่ ก็แหม ยิ่งดึกมันยิ่งคึก มีอะไรให้ทำตั้งเยอะแยะ ไหนจะแชท ไหนจะเล่นเกม ไหนจะดูบอลดูหนัง สารพัดกิจกรรมให้รอให้หนุ่มๆทำในยามวิกาล แต่การนอนดึกนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ควรทำสักเท่าไหร่ แต่จะเลิกนอนดึกมานอนเร็วมันก็เลิกยากพอๆกับเลิกบุหรี่ ยิ่งนอนดึกก็ยิ่งหิว เราควรทานอะไรให้เหมาะกับช่วงเวลาดึกๆเพื่อที่กระเพาะเราจะได้ไม่ทำงานหนัก บ้างล่ะ?

       เมื่อหิวในเวลาดึกๆ เวลาต้องทำงานหรืออ่านหนังสือหามรุ่งหามค่ำ คนส่วนใหญ่มักจะจัดเต็ม หิวอะไรก็ใส่เต็มที่ บางคนถึงขั้นจัดข้าวราดแกงหรือไม่ก็พิซซ่า ณ เวลาเที่ยงคืนเศษ ซึ่งน่ากลัวมาก กระเพาะเราจะทำงานหนักสุดๆ เพราะเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่กระเพาะจะทำงานหนักนัก ควร งดเนื้อสัตว์และอาหารที่ไขมันเยอะ งดอาหารที่มีรสจัด ไม่ว่าจะเผ็ดจัด เค็มจัด หรือหวานจัด เพราะรสชาติที่จัดๆนั้นยิ่งทำให้ไตทำงานหนักมากขึ้น เปลี่ยนมาเป็นของเบาๆเพื่อบรรเทาความหิวแค่นั้นเป็นพอ พักเรื่องความสะใจลิ้นไว้ก่อน เช่น นม 1 กล่องกับขนมปัง หรือ ผลไม้ หรือซุปสำเร็จรูปก็เพียงพอที่จะทำให้ท้องเราไม่หิวแล้ว

      และเมื่อนอนดึกประจำ ร่างกายก็จะเหนื่อยล้า สมองไม่กระปี้กระเปร่า การดื่มน้ำเปล่าสะอาดนี่แหละ ดีที่สุด เพราะการนอนดึกนั้นทำให้ร่างกายเสียความชุ่มชื้นของผิวหนังและทำให้รู้สึก ไม่กระปรี้กระเปร่า การจิบน้ำเปล่าเป็นระยะจะช่วยเติมความชุ่มชื้นแก่ร่างกายตลอด ไม่ควรดื่มกาแฟเพราะจะยิ่งทำให้ร่างกายตื่นตัว แม้ยามจะนอนก็นอนไม่ได้ เพราะฤทธิ์กาแฟค้าง!

      เมื่อตื่นควรกินมื้อเช้าให้ครบ 5 หมู่ เพิ่อเป็นการเติมพลังงานให้ร่างกาย แถมด้วยน้ำผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี เพราะวิตามินซีจะช่วยทำให้หลอดเลือดขยายตัว กระตุ้นปลายประสาท และทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นขึ้น หรือจะเป็นวิตามินเสริมแบบเม็ดก็ได้เช่นกัน

      แต่อย่างไรก็ตาม การพักผ่อนให้เพียงพอก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่ดี เพราะการนอนหลับเพียงพอถือเป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการและเป็นกลไกของร่างกาย ในการซ่อมแซมและฟื้นฟูตัวเองระหว่างนอนหลับ ทำให้มีสุขภาพดี หากอดหลับอดนอนบ่อยๆครั้ง ร่างกายจะเสื่อมถอยและทรุดโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด ร่างกายจะตื่นตัวช้าลงและผิวพรรณหน้าตาหมองคล้ำ

ที่มา...Vaselinementhailand

เพราะกินแบบนี้ไง ถึงได้ อ้วน


      จากการศึกษาวิถีการกินกับความอ้วนของกลุ่มประชาการตัวอย่าง 5,200 ราย พบว่า วิธีการกินอาหารที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับความอ้วนหรือภาวะน้ำหนักเกินมีอยู่ 7 แบบ หรือ 7 วิถีการกิน คือ

     1. การกินตามอารมณ์
บางคนใช้การกินเป็นการระบายอารมณ์จัดการความรู้สึก เช่น ยิ่งเครียดยิ่งกิน ยิ่งเศร้าก็ยิ่งกิน ดีใจก็กินฉลอง เสียใจก็กินประชด พูดง่ายๆว่า อารมณ์แบบไหนก็กินทั้งนั้น

     2. กินแต่ของสำเร็จรูป เพราะหาง่าย อยู่ใกล้มือ ไม่ชอบกินของสด เพราะรู้สึกเหม็นเขียว ไม่อร่อย จืดชืด รสชาติไม่สะใจ ของสำเร็จรูปโดยเฉพาะฟาสต์ฟู้ดจะมีไขมัน แป้ง น้ำตาลค่อนข้างสูง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อ้วนได้หากรับประทานประจำ

     3. กินแก้กลุ้ม กังวลมากไปก็หิวบ่อย เครียดมากไปก็กินบ่อย

     4. กินของ "ว่าง" (ที่ไม่ว่าง) ทั้งวัน กินไปทำงานไป กินไปดูทีวีไป

     5. กินเติมเต็มความสุขทางใจ ทางจิตวิญญาณ การกินเป็นเครื่องแสดงความมีบุญวาสนามีอันจะกิน กินดีอยู่ดี กินให้อ้วน แสดงว่ามีความอุดมสมบูรณ์

     6. กินตามบรรยายกาศ สุนทรียภาพ เช่น กินในที่สงบ ร่มรื่นเย็นสบาย จะกินได้มากเป็นพิเศษ หรือนักชิม ผู้ชอบในศิลปะการทำอาหารหรือการกินอาหาร ทำให้เกินนิสัย "กินเกิน"

     7. กินออกสังคม เช่น กินสังสรรค์ในหมู่เพื่อนญาติมิตรสหาย ในครอบครัวกับคนที่รู้ใจ จะทำให้กินได้นานและมากกว่าปกติ

      ดังนั้น ใครที่ไม่อยากอ้วนหรือจะลดน้ำหนักต้องระวังการกินในสถานการณ์ หรือวิถีการกินสู่ความอ้วนทั้ง 7 นี้ไว้ให้ดี ไม่เผลอตัวจนพุงยื่นออกมานอกตัว

ที่มา...หมอชาวบ้าน

กฎไดเอตพวกนี้ ลืม ๆ เสียบ้างก็ดีนะ!


      ข้อควรทำและข้อห้ามบางอย่างในเรื่อง การลดน้ำหนักที่ได้ยินกันมานาน ไม่ว่าจะเป็นอย่ากินตอนกลางคืน หรือการอดอาหารบางมื้อ ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าเรื่องพวกนี้บางทีก็จริงแค่ครึ่งเดียว แต่ส่วนใหญ่จะเป็นความเชื่อผิด ๆ ซะมากกว่า และบางอย่างก็เป็นอันตรายเลยด้วยซ้ำ แต่ที่เหมือนกันก็คือ มันไม่ช่วยให้คุณลดน้ำหนัก หรือทำให้ลดความอ้วนได้ง่ายขึ้นแต่อย่างใด เพราะฉะนั้นถ้าอยากลดน้ำหนักได้ต้องแหกกฎพวกนี้ซะ!

     1. "การกินอาหารตอนกลางคืนทำให้น้ำหนักเพิ่ม"      มันเป็นเรื่องของแคลอรี่ที่บริโภคเข้าไปใน 24 ชั่วโมง (หรือตลอดสัปดาห์) มากกว่าที่เป็นสาเหตุให้น้ำหนักขึ้น ส่วนเวลาที่คุณบริโภคแคลอรี่เหล่านั้นไม่ค่อยสำคัญเท่าไหร่หรอก แต่อาจเพราะคุณมักจะเหนื่อยกว่าในตอนเย็นก็เลยมีแนวโน้มที่จะกินมากขึ้น หรือกินอาหารที่มีแคลอรี่สูงกว่าที่กินตอนกลางวัน แต่ตราบเท่าที่คุณใส่ใจในเรื่องจำนวนแคลอรี่ทั้งหมดและปริมาณอาหารที่กิน ก็กินได้ตามเวลาที่เหมาะกับไลฟ์ไสตล์ของคุณ

     2. "กินอาหารเวลาเดียวกันทุกวันดีกว่า"       กินเวลาที่หิวต่างหากที่ดีกว่า ไม่ใช่กินเมื่อถึงเวลา การบังคับตัวเองให้กินเวลาที่ไม่หิว หรือบังคับตัวเองให้รอแม้จะหิวแล้ว มีแต่จะทำให้ลดน้ำหนักยากขึ้น ถ้าคุณต้องกินในเวลาที่แน่นอน เช่น ในช่วงเวลาพักกลางวัน ก็ปล่อยตัวเองบ้างในช่วงเวลาอื่น และกินเมื่อกระเพาะบอกว่าถึงเวลากินก็พอ แต่อย่าปล่อยให้หิวจนเกินไปล่ะ เพราะคุณอาจกินมากกว่าที่ควรเป็น

     3. "การไดเอตพร้อมกับเพื่อนทำให้การลดน้ำหนักง่ายขึ้น"       ไม่ต้องสงสัยว่า การมีเพื่อนที่มีเป้าหมายเดียวกันสามารถส่งผลดีในยามลดน้ำหนัก แต่ก็มีตัวอย่างเหมือนกันว่า เพื่อนสามารถส่งผลเสียต่อคุณและเพื่อนได้ เช่น ถ้าเพื่อนคนหนึ่งทำไม่สำเร็จ แต่อีกคนทำได้ มันก็จะสร้างความตึงเครียดในหมู่เพื่อน และการลดน้ำหนักก็เป็นเรื่องของใครของมัน แต่ถ้าคุณคิดว่า ลดน้ำหนักง่ายกว่าถ้ามีเพื่อน ก็จำไว้แค่ว่าให้แข่งแต่กับตัวเอง ไม่ใช่กับคนอื่น

     4. "ไขมันในอาหารทำให้อิ่มได้นานกว่า คุณจึงกินน้อยลง"       นี่เป็นกฎที่ได้รับการยอมรับกันมานาน แต่มีงานวิจัยชิ้นใหม่ ๆ แสดงให้เห็นว่า ในขณะที่ไขมันใช้เวลานานกว่าในการย่อย แต่มันก็ให้ความอิ่มและพึงพอใจน้อยที่สุดในกลุ่มอาหาร มันจึงไม่ช่วยควบคุมความอยากอาหาร อาหารที่มีแนวโน้มจะทำให้อิ่มได้นานกว่าก็คือโปรตีน คาร์โบไฮเดรต แล้วก็ไขมันเป็นอันดับสุดท้าย

     5. "เมื่อเผลอกินเยอะไปก็ควรรอจนวันรุ่งขึ้น แล้วค่อยกลับมาไดเอตเหมือนเดิม"      อาหารทุกมื้อมีความสำคัญหมด ฉะนั้น ถ้าคุณเผลอกินเค้กชิ้นโตเข้าไปตอนกลางวัน ก็ควรกลับมาคุมอาหารในมื้อเย็นต่อทันที ไม่จำเป็นว่าต้องคุมการกินให้ได้ตลอดวันถึงจะนับว่าได้ผลหรอก

     6. "การปฏิเสธอาหารที่งานเลี้ยงเป็นเรื่องไม่สุภาพ"      ถ้าคุณเป็นโรคเบาหวาน หรือแพ้อาหารบางชนิดอย่างแรง คุณก็คงไม่คิดซ้ำสองเวลาปฏิเสธอาหารที่กินไม่ได้ใช่ไหมล่ะ ฉะนั้น คุณก็ควรคิดแบบเดียวกันเวลาปฏิเสธอาหารที่คุณรู้ว่าไม่เหมาะกับการไดเอตของ คุณ

     7. "การงดอาหารบางมื้อเป็นครั้งคราวจะช่วยคุณลดน้ำหนักได้"      การงดอาหารบางมื้อหมายความว่า คุณจะหิวมากขึ้นเมื่อถึงมื้อถัดไป และก็จะกินมากเกินไป ไม่เพียงเท่านั้น การงดมื้ออาหารยังทำให้ระบบเผาผลาญของคุณทำงานช้าลง ซึ่งหมายความว่าคุณจะเผาผลาญแคลอรี่น้อยลงด้วย

     8. "ขนมปัง ถั่ว แล้วก็พาสต้าทำให้อ้วน"      ไม่เกี่ยวกับว่าอะไรที่ทำให้น้ำหนักเพิ่ม แต่เกี่ยวกับปริมาณที่คุณกินมากกว่า ตัวอย่างเช่น ขนมปังโฮลวีตเป็นแหล่งอาหารชั้นดี และไม่ทำให้คุณน้ำหนักเพิ่มมากไปกว่าอาหารแบบเดียวกันที่ให้แคลอรี่เท่ากัน

     9. "แคลอรี่ทุกชนิดเหมือนกัน"      ก็อาจจะจริงที่ว่า 1,400 แคลอรี่ ก็คือ 1,400 แคลอรี่ แต่ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า อาหารบางอย่างมีความสามารถมากกว่าในการทำให้คุณอิ่มก่อนจะรู้สึกว่าอิ่ม อย่างอาหารที่มีเส้นใยอาหารและปริมาณน้ำสูง เช่น ผัก ผลไม้ และธัญพืช นอกจากนี้ คุณยังจะได้สารอาหารจากอาหารพวกนี้มากกว่าจากอาหารที่มีปริมาณแคลอรี่เท่า กัน ถ้าคุณนับแคลอรี่เพื่อลดน้ำหนัก แคลอรี่ทุกอย่างก็เหมือนกันแหละ แต่ถ้าคุณสนใจว่าจะลดน้ำหนักยังไงให้ดีต่อสุขภาพ และเพื่อควบคุมความหิว แคลอรี่ทุกอย่างก็ไม่เท่ากันนะจ๊ะ

ที่มา...Lisa

คำแนะนำหลังขูดหินปูน


      หลังจากการขูดหินปูน หลายๆ คนอาจเจอปัญหาเล็กๆ น้อยๆ มารับมือกับปัญหาเหล่านั้น และการดูแลสุขภาพช่องปากภายหลังการขูดหินปูน

      1. ภายหลังขูดหินปูนเสร็จใหม่ ๆ อาจมีเลือดออกตามขอบเหงือกแต่เลือดจะค่อยๆ หยุดไหลไปเอง การบ้วนน้ำบ่อย ๆจะทำให้เลือดหยุดไหลได้ช้าลง

      2. หลังจากขูดหินปูนในระยะ 1 - 2 สัปดาห์แรก อาจมีอาการระบมของเหงือกและเสียวฟันตามมาได้ ให้ผู้ป่วยแปรงฟันอย่างระมัดระวังให้สะอาด แล้วอาการเหล่านั้นจะค่อย ๆ หายไป

      3. หินปูนเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค และระคายเคืองต่อเหงือก ทำให้เหงือกร่น เกิดการอักเสบของเหงือก ทำให้เหงือกบวม ฟันโยก จะปวดหรือรำคาญ ที่สุดก็ต้องถอนฟันซี่นั้นออก ผู้ป่วยควรมารับบริการขูดหินปูนอย่างน้อยปีละ 2 ครั้งและการขูดหินปูนยังมีการตรวจฟันอย่างละเอียดอีกด้วย


ที่มา...คลินิกทันตกรรมมายเดนท์

วันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2557

ประโยชน์ดีๆ ที่ซ่อนอยู่ในลูกพรุน


      ลูกพรุน ... ผลไม้ที่หลายๆ คนรู้จัก ส่วนมากจะในเรื่องช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดี แต่เจ้าลูกพรุนนี้ยังให้ประโยชน์อีกหลายอย่าง....

      - เพียบไปด้วยสารอาหาร วิตามินบี 1 บี 2 บี 3 วิตามินซี โพแทสเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียมและสังกะสี 

      - กากใยของลูกพรุนช่วยลดโคเลสเตอรอลได้ เหมาะสำหรับคนที่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับความอ้วน


      - มีสรรพคุณเป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัว และอุจจาระที่ออกมาก็จะนิ่ม หมดห่วงเรื่องริดสีดวงทวารอีกด้วย


      - มีสารต้านอนุมูลอิสระเยอะจนผลไม้อื่นอิจฉา 


      - น้ำตาลจากลูกพรุนเป็นน้ำตาลฟลุคโตสและซอร์บิทอล ซึ่งเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ร่างกายจึงดูดซึมไปใช้ได้ทันที่กินเข้าไป


      - แคลเซียมในผลไม้ชนิดนี้ จะทำให้คุณเป็นสาวกระดูกเหล็ก ฟันแข็งแรง หัวใจแกร่ง ประสาททำงานเป็นปกติ จะคิดอะไรก็คล่อง


      - มีวิตามิน บี2 ที่ชื่อไรโนฟลาติน ที่ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดงดีต่อผิม ผิว เล็บ และช่วยเรื่องการมองเห็น 


      - อุดมด้วยวิตามินอี ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก ยืดอายุของเม็ดเลือดแดง แถมยังบำรุงผิวและบำรุงสายตาให้เห็นชัดในความมืด


      - มีธาตุเหล็กสูง 


ที่มา...Spicy

น้ำอัดลมของบำรุงความอ้วน


    ในบรรดาเครื่องดื่มต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน น้ำอัดลม เป็นเครื่องดื่มที่จัดว่าไร้ประโยชน์ต่อร่างกายอย่างยิ่ง แถมยังเป็นโทษต่อสุขภาพอย่างมาก

       มองไปบนโต๊ะในร้านอาหารเกือบทุกแห่ง น้ำอัดลมหลากสีจัดเป็นเครื่องดื่มยอดนิยม สำหรับหลาย ๆคนในบ้านเราและบ้านอื่น ทั่วโลก นอกจากรสหวานที่ดึงดูดใจให้ต้องดื่มเป็นประจำแล้ว ความซ่าจากคาร์บอเนตก็ติดตราตรึงใจผู้คนไม่น้อย แม้จะมีราคาไม่สูงแต่เมื่อเทียบกับประโยชน์และโทษ นับว่าเป็นเครื่องดื่มที่ควรหลีกหนีให้ไกล

     ประการแรก น้ำตาลที่สูงมากในน้ำอัดลมทุกขวด เป็นตัวสร้างปัญหาให้กับเราในเรื่องน้ำหนักตัวที่เกินปกติ เพราะน้ำอัดลม 1 กระป๋องหรือขวด มีน้ำตาลสูงเทียบเท่าน้ำตาลทราย 15-20 ช้อนชา เรียกว่าเราได้พลังงานมหาศาลถึง 300-400 แคลอรี่ หากใช้ไม่หมดมันก็จะสะสมเป็นชั้นไขมันในพุง หรือในต้นขาของเรา

     ประการที่สอง การบริโภคน้ำตาลในปริมาณมาก ๆ และบ่อย ๆ ไม่เป็นผลดีต่อระบบภายในร่างกาย เมื่อน้ำตาลสูงร่างกายก็ต้องพึ่งฮอร์โมนอินซูลินในการลดน้ำตาลในเลือด ตับอ่อนก็ต้องทำงานหนัก ก็อาจเกิดความเสื่อมได้เร็วกว่าปกติ ก็เป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน จากเบาหวานก็จะมีอีกสารพัดโรคที่ตามมา อาทิ ความดันสูง หลอดเลือดตีบ โรคหัวใจ

      แต่ท่านที่ติดความซ่าอาจคิดเลี่ยงไปซดเครื่องดื่มประเภทไร้แคลอรี่หรือ ปราศจากน้ำตาล แต่ท่านทราบไหมว่าเป็นการหนีเสือปะจระเข้ เพราะยิ่งดื่มจะยิ่งมีโอกาสอ้วน

      จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยเท็กซัสกว่า 8 ปีต่อเนื่อง ได้มีข้อสรุปว่าผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มประเภทปราศจากน้ำตาลและใส่สารทดแทน ความหวาน จะมีโอกาสน้ำหนักเกินกว่ากลุ่มปกติ การศึกษาชี้ถึงความเสี่ยงที่จะอ้วนสูงถึง 41% สำหรับทุก ๆ ขวดที่ดื่มเข้าไป

      สาเหตุ ที่การดื่มเครื่องดื่มที่ไม่มีน้ำตาลแต่กลับมีโทษต่อร่างกายมากกว่าเพราะสาร ทดแทนความหวานสร้างปฏิกิริยาทำให้ฮอร์โมนในร่างกายเก็บกักไขมันมากกว่าปกติ มากกว่าการเก็บจากภาวะที่เราได้จากน้ำตาลธรรมชาติ

     ประการต่อมา ความประมาทของผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มที่คิดว่าไม่มีน้ำตาลหรือกังวลเรื่องน้ำหนักตัว ทำให้เผลอใจกินอย่างไม่ระมัดระวัง กว่าจะรู้ตัวอีกที อ้วนเสียแล้ว สำหรับผู้ที่รักสุขภาพอย่างแท้จริง เครื่องดื่มประเภทนี้ควรหลีกหนีให้ไกล เลี่ยงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ที่มา...Never-Age

ระวัง! สัก...เสี่ยงไวรัสตับอักเสบซี


         หลายคนอาจเคยได้ยิน ไวรัสตับอักเสบ เอ บี ซึ่งชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า เกิดจากเชื้อไวรัสตับอักเสบซี บางคนอาจยังไม่คุ้นนัก ซึ่งจริงๆ แล้วยังมีอีกหลายชนิด เช่น ดี อี จี เอช แล้ว


          ไวรัส ตับอักเสบซีนี้ ส่วนที่สำคัญของไวรัสชนิดนี้ คือ ในผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อชนิดนี้ ส่วนมากประมาณ 80-90% มักเป็นโรคตับอักเสบแบบเรื้อรัง มีเพียงส่วนน้อย คือ ประมาณ 10-20 % ที่ร่างกายสามารถกำจัดเชื้อให้หมดไปได้ และเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคมะเร็งตับ



          การ ติดเชื้อไวรัส ซี นั้น มีการติดต่อได้ 2 ทางหลักคือ จากการสัมผัสเลือดที่มีเชื้อ เช่น การสัก หรือใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน หรือ การรับเลือดที่ปนเปื้อนเชื้อ ซึ่งในปัจจุบัน ก่อนการให้เลือดทุกครั้ง แพทย์จะทำการตรวจหาเชื้อนี้เสมอ ทำให้ไม่พบการติดเชื้อโดยการรับเลือดแล้ว และจากทางเพศสัมพันธ์ กับผู้มีเชื้อไวรัส ซี



          จะ รู้ได้อย่างไรว่าเป็น ไวรัส ซี อาการทั่วไป อาจไม่มีอาการใดๆ เลย บางคนมีอาการเพลีย ตับอักเสบ ตัวเหลือง ตาเหลือง ส่วนวิธีที่จะบอกได้คือ การตรวจเลือดหาเชื้อ ไวรัส ซี ในกระแสเลือด เช่นจากการตรวจประจำปี ความรุนแรงของเชื้อไวรัส ซี นั้น เนื่องจากมันเป็นโรคเรื้อรัง มักไม่ค่อยหายเอง โดยทั่วไปแล้วในช่วงแรกมักไม่มีอาการใด แต่เมื่อผ่านไป ประมาณ 10 ปี ทำให้เกิดอาการตับอักเสบเรื้อรัง อ่อนเพลีย ผลเลือดผิดปกติ และที่ประมาณ 20 ปี อาจเกิดภาวะตับแข็ง เช่น ท้องบวม ขาบวม และเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งตับในเวลาต่อมา



          การ ดูแลตนเอง ที่สำคัญคือการป้องกันการรับเชื้อเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เช่น หลีกเลี่ยงการสักหรือเจาะร่างกาย การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ควรใช้เข็มใหม่ทุกครั้ง รวมถึงการใช้ถุงยางอนามัยในการมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนที่ไม่ใช่คู่ สามี-ภรรยากัน ส่วนในรายที่ตรวจแล้วมีการติดเชื้อไวรัส ซี การรักษาในปัจจุบันได้ผลในระดับที่น่าพอใจ อัตราการหายประมาณ 30-50 % แล้วแต่เป็นเชื้อสายพันธ์ใด และอายุของผู้ที่เป็น (อายุน้อย การรักษาได้ผลดี) รวมถึงการตอบสนองต่อการรักษาในแต่ละคน แพทย์จะทำการให้ยารักษา คือ interferon สัปดาห์ ละครั้งเป็นระยะเวลาประมาณ 24 สัปดาห์ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ทุกชนิด เนื่องจากเป็นตัวเร่งทำให้ตับอักเสบมากขึ้น การพักผ่อนที่เพียงพอ การดูแลรักษาสุขภาพทั่วไปให้แข็งแรง ออกกำลังกายตามสมควร ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ตับอักเสบดีขึ้น



          อย่าไปหลงเชื่อซื้อยา อาหารเสริม กินเอง เพราะนอกจากจะทำให้เสียสตางค์แล้ว ยังทำให้ตับมีการอักเสบมากยิ่งขึ้นไปด้วย ส่วนการป้องกันด้วยการฉีดวัคซินนั้นในปัจจุบันยังใช้ไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร



          ส่วน ใครที่ห่วงใยสุขภาพตนเองและคนที่คุณรัก นอกจากการตรวจสุขภาพประจำปีแล้ว อาจปรึกษาแพทย์เพื่อหาความรู้และตรวจเลือดหาไวรัสตับอักเสบ ซี ได้เพื่อสุขภาพที่ดีต่อตนเองและคนที่คุณรัก



 ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า