ข้อมูลสุขภาพ
วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2557
คนอ้วนออกกำลังกายแบบไหนดี
แม้การออกกำลังกายจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการดูแลตัวเอง และเป็นวิธีดูแลรูปร่างที่เห็นผลชัดเจน แต่สำหรับคนที่มีรูปร่างใหญ่จนถึงขั้นอ้วน การออกกำลังกายอย่างหนักอาจไม่ใช่วิธีที่ดีในการดูแลตัวเอง ตรงกันข้ามยังอาจกลายเป็นการทำร้ายให้สุขภาพ แย่ลง เนื่องจากขาจะต้องแบกรับน้ำหนักมากจนเกินไป และไขมันที่สะสมอยู่มากก็อาจทำให้ร่างกายหายใจไม่ทันกับความเหนื่อย ดังนั้น หากคุณมีภาวะร่างกายดังกล่าว ควรทราบถึงวิธีออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับคนอ้วน เพื่อให้คุณมีกลับมามีรูปร่างสมส่วน พร้อมด้วยสุขภาพ ที่ดี
สำหรับคนอ้วนแล้ว วิธีที่ดีถูกต้องในการออกกำลังกายเพื่อควบคุมน้ำหนักตัวนั้น ควรทำควบคู่ไปกับการจำกัดอาหาร โดยในคนอ้วนที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อนเลย อาจเริ่มต้นจากการทำตัวให้กระฉับกระเฉง ลดเวลาของกิจกรรมการพักผ่อนประจำวัน อย่างเช่น การดูโทรทัศน์ การเล่นเกมคอมพิวเตอร์ให้น้อยลง แล้วแบ่งเวลาเหล่านั้นมาเพื่อการออกกำลังกายเบาๆ อาทิ การทำสวน การล้างรถ การทำความสะอาดบ้าน รวมทั้งเดินให้มากขึ้น เช่น ช่วงเวลาพักเที่ยงควรเดินออกไปรับประทานอาหารยังที่ไกลๆบ้าง หรือหันมาใช้บันไดแทนการใช้ลิฟท์ โดยค่อยๆเพิ่มจำนวนชั้นขึ้นทีละน้อย ส่วนในวันหยุดอาจออกกำลังกายโดยการปั่นจักรยานไปรอบๆสวนสาธารณะ หรือรอบหมู่บ้าน ทั้งนี้ก็เพื่อให้ร่างกายเกิดความเคยชิน และเตรียมพร้อมสำหรับการออกกำลังกายในขั้นต่อไป
เมื่อสังเกตว่าร่างกายของคุณแข็งแรงมากขึ้นแล้ว จึงเริ่มออกกำลังกายโดยใช้กล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ เช่น บริเวณลำตัว แขน ขา และหลังให้มากขึ้น โดยหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ต้องใช้แรงกระโดดหรือกระแทก เพราะจะทำให้ข้อเข่าอักเสบเนื่องจากทานแรงกดจากน้ำหนักตัว ซึ่งการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับคนอ้วนก็คือ การเดินเร็วๆ วันละ 30 นาทีติดต่อกันทุกวัน โดยให้เดินเร็ว แกว่งแขนให้สลับกับเท้าที่ก้าวเดิน สาวเท้ายาวๆ และเหวี่ยงแขนสูงๆ ซึ่งอาจเลือกช่วงเวลาในการออกกำลังกายเป็นช่วงเช้าหรือเย็นก็ได้ แต่ควรเป็นเวลาเดียวกันทุกวันเพื่อฝึกความเคยชิน สำหรับผู้ที่ต้องนั่งทำงานเกือบตลอดทั้งวัน อาจใช้วิธีการออกกำลังกายแบบลุกนั่ง โดยค่อยๆทำอย่างช้าๆ ระมัดระวังไม่ให้เกิดการบาดเจ็บ
สำหรับวิธีการออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญแคลอรี่อย่างได้ผลนั้น ต้องใช้พลังงานวันละ 500 กิโลแคลอรี ซึ่งจะช่วยให้สามารถลดน้ำหนัก ได้สัปดาห์ละประมาณ ครึ่งกิโลกรัม อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับคนอ้วนก่อนออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาอย่างจริงจังก็คือ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพ ให้ทราบข้อจำกัดของตัวเอง เพื่อจะได้ป้องกันและฝึกด้วยความปลอดภัย
จากที่กล่าวไปแล้วว่า การออกกำลังกายสำหรับคนอ้วนเพื่อการควบคุมน้ำหนักนั้น จำเป็นต้องทำควบคู่ไปกับการจำกัดปริมาณอาหาร ซึ่งเป็นพลังงานขาเข้า ดังนั้น จึงควรทราบถึงวิธีการบริโภคอย่างถูกหลัก เพื่อให้ร่างกายได้ประโยชน์อย่างสูงสุด กล่าวคือ คุณควรรับประทานอาหารให้ครบทุกมื้อ เพื่อให้ระบบเผาผลาญทำงานอย่างปกติ พร้อมกับหันมารับประทานผักและผลไม้ให้มากๆ โดยเฉพาะชนิดที่มีกากใยสูง รับประทานเนื้อสัตว์ประเภทปลาให้มากขึ้น เลือกเป็นแบบที่ผ่านการต้ม หรือนึ่งจะดีที่สุด และอย่าลืมหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่นตัวและน้ำตาลสูง เช่น ขนมขบเคี้ยว หรือคุ้กกี้ต่างๆ โดยหากต้องการดื่มกาแฟ ควรเลือกดื่มกาแฟที่ไม่หวานจนเกินไป ใช้ครีมเทียมไขมันต่ำ เพื่อช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงานจากเครื่องดื่มน้อยลง นอกจากนี้ยังควรดื่มน้ำให้ได้วันละไม่ต่ำกว่า 1.5 ลิตร/วัน
รูปร่างที่สมส่วน และสุขภาพ ที่ดีไม่ใช่สิ่งที่ไกลเกินฝันสำหรับคนอ้วน เพียงแค่เริ่มเอาใจใส่ตัวเองตั้งแต่วันนี้ โดยรับประทานอาหารให้พอเหมาะครบทั้ง 5 หมู่ และขยับตัวให้มากขึ้น เพื่อหลีกไกลจากโรคภัยต่างๆ รวมทั้งเป็นรางวัลแห่งชีวิตที่ไม่ไกลเกินจะไขว่คว้า
ที่มา...Nestle
ขิง สุดยอดสมุนไพรในตำนาน
ขิง เป็นสมุนไพรที่มีมาตั้งแต่สมัยอดีตกาลนานมาแล้ว โดยปรากฏอยู่ในคัมภีร์อัลกุรอ่านและผลงานเขียนของขงจื๊อ (เมื่อกว่า 3000 ปีมาแล้ว) และขิงก็มีอยู่ในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยมายาวนาน
ผลการวิจัยล่าสุดพบว่าผู้หญิงที่มีอายุในช่วง 50-60 ปีที่รับประทานขิงเป็นประจำมีประสิทธิภาพของสมองดีขึ้น "ขิง มีส่วนช่วยให้ neuroprotective function ดีขึ้น" Kathleen McFarlane ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพของออสเตรเลียกล่าว "นั่นก็หมายความว่าขิงมีส่วนช่วยในการลดโอกาสการเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้เช่น กัน" นอกจากนี้การใส่ขิงป่น 100 กรัมลงไปในสลัดหรือผัดผักที่ท่านรับประทานเป็นประจำ ก็เป็นการเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้กับอาหารได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย นอกจากจะช่วยบำรุงสมองแล้ว ขิงยังมีฤทธิ์เป็นยาแก้ปวดได้อีกด้วย ขิงมีประสิทธิภาพในการยับยั้งอาการอักเสบของข้อต่อและกล้ามเนื้อ เปรียบเสมือนยาบรรเทาปวด (Analgesic) "สำหรับการบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ, การรับประทานอาหารที่ประกอบด้วยขิงในส่วนผสมควบคู่กับการรับประทานยา ปฏิชีวนะ ช่วยให้อาการปวดกล้ามเนื้อหายได้ไวขึ้น" Pam Stone ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจากประเทศออสเตรเลียกล่าว
สำหรับประโยชน์ของน้ำขิงก็สามารถช่วยบรรเทาอาการของโรคภูมิแพ้ได้เช่นกัน การดื่มน้ำขิงอุ่นๆ สามารถช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ อาการคัดจมูกและบรรเทาอาการหวัดได้ การใส่น้ำมะนาว แล้วน้ำผึ้งผสมกับชาขิงร้อนๆก็มีสรรพคุณเป็นยาที่ดีมากมาย รวมไปถึงอาการปวดท้องจากอาการลำไส้แปรปรวน (IBS) ท้องอืดท้องเฟ้อ "การ ดื่มน้ำขิงอุ่นๆทุกเช้าสามารถช่วยให้ลำไส้ของท่านทำงานได้ดีมากขึ้น" McFarlane กล่าว และการวิจัยของประเทศออสเตรเลียก็ค้นพบอีกว่าขิงช่วยควบคุมระดับน้ำตาลใน เลือด และอาจช่วยต่อต้านโรคเบาหวานได้
ขิง ช่วยให้อินซูลินทำงานได้ดีขึ้น รวมไปถึงการทำงานของช่องท้องและลำไส้ซึ่งมีความสัมพันธ์กับความดันโลหิตและ หัวใจของเรา และอวัยวะเหล่านี้ก็จะทำงานดีขึ้นหากได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์จากขิง
ขิงช่วยป้องกันไม่ให้ bad cholesterol LDL แข็งเป็นแผ่น ซึ่ง bad cholesterol นี้จะส่งผลเสียกับระบบโลหิตภายในร่างกายและเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ
"การรับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมจากขิงเป็นประจำ สามารถช่วยบำรุงร่างกายของท่านได้ดีเยี่ยม แต่อย่างไรก็ตามก็ควรอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมกับร่างกาย และควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่เป็นดีที่สุด" McFarlane กล่าวทิ้งท้าย
ที่มา ...108health.com
วันอังคารที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2557
น้ำสมุนไพร..เสริมคอลลาเจนใต้ผิวหนัง
สูตรเสริมสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง และบำรุงผิวพรรณให้เต่งตึง โดยอาศัยสารอาหารที่มีอยู่ในกีวีและองุ่นเขียว กีวี อุดมไปด้วยวิตามินซี แมกนีเซียม โพแทสเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม และเบตาแคโรทีน ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันแก่ร่างกาย ไม่ถูกหวัดกินง่าย ๆ ในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง
องุ่นเขียว เพิ่มความเร็วให้แก่กระบวนการเผาผลาญอาหาร รวมทั้งการล้างพิษ เหมาะกับผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก ดีต่อเลือดลม ช่วยขับปัสสาวะ ในองุ่นเป็นแหล่งรวมของฟอสฟอรัส กำมะถัน แคลเซียม เหล็ก วิตามินบี1 บี2 วิตามินซี กรดไฟโตเคมิคอลเอลลาจิก และทาร์ทาริก
ส่วนผสม กีวี 1 ถ้วย
องุ่นเขียว 1 ถ้วย
น้ำแข็งป่น 1 ถ้วย
วิธีทำ เริ่มด้วยการนำกีวีและองุ่นเขียวไปทำความสะอาด จากนั้นนำองุ่นเขียวไปผ่าครึ่งโดยไม่ต้องเอาเมล็ดออก ส่วนกีวีให้ปลอกเปลือกก่อนแล้วหั่นเป็นแว่น นำองุ่นเขียวและกีวีไปปั่นรวมกันด้วยเครื่องปั่น หลังจากปั่นไปได้สักครู่จนเนื้อผลไม้พอละเอียดเข้ากันให้เติมน้ำแข็งป่นเล็ก น้อยแล้วปั่นส่วนผสมทั้งหมดอีกครั้งเป็นอันเสร็จ
ที่มา...108health.com
ส้มแขก..สมุนไพรลดไขมัน
สารเอชซีเอ เป็นสารสกัดจากผลส้มแขกมีคุณสมบัติในการขัดขวางการเปลี่ยนแปลงสารอาหารจำพวก น้ำตาลกลูโคสเป็นสารอาหารจำพวกไขมันสะสมได้ สารสกัดจากผลส้มแขกเป็นสารจากธรรมชาติที่ไม่มีอันตรายต่อร่างกาย จะให้ผลทั้งการลดไขมันสะสมใหม่ที่เกิดจากร่างกายของเรามีสารอาหารน้ำตาล กลูโคสเกินความต้องการ และยังส่งผลในการเร่งสลายไขมันเก่าที่สะสมอยู่โดยเฉพาะในคนอ้วน
ส้มแขก (การ์ซิเนีย GARCINIA) เป็นเครื่องปรุงอาหารที่มีรสเปรี้ยว ช่วยเพิ่มรสชาติให้กับอาหาร เป็นที่นิยมนำมาปรุงเพื่อใช้ในการทำอาหารพื้นเมืองทางภาคใต้ อย่างเช่น แกงส้ม ปลาต้มเค็ม ต้มยำ ฯลฯ
แต่สิ่งที่ส้มแขกมีมากกว่าความอร่อยคือ สามารถลดไขมันได้เป็นอย่างดี ซึ่งตรงนี้เป็นความก้าวหน้า ทางด้านวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ไทย นำโดย ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา และคณะ ได้ทำการวิจัย สารสกัดจากส้มแขกในภาคใต้ และค้นพบว่า สามารถลดไขมันซึ่งเป็นส่วนเกินของร่างกาย ได้เป็นอย่างดีทีเดียว
สารสกัด ดังกล่าว เรียกว่า "ไฮ-โซล" (Hi-Sole ย่อมาจาก High HCA Concentration water soluble) ซึ่งมีคุณสมบัติในการสกัดกั้นการเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรต หรืออาหารกลุ่มแป้งและน้ำตาล เป็นไขมัน
ผู้เชี่ยวชาญ ด้านโภชนวิทยา มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ประเมินผล ความปลอดภัยของการใช้ ไฮ-โซล พบว่า ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของหน้าที่ของตับและไต รวมถึงความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือด ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน
ตัวแปรสำคัญ ที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการละลายไขมันส่วนเกินของร่างกาย คือ กรด ไฮดรอกซี่ซีตริก เอเซ็ก หรือ ที่เรียกว่า "เอชซีเอ" ไฮ-โซล ซึ่งเป็นสารสกัดจากผลส้มแขกไทย จะมีความเข้มข้นของ เอชซีเอสูงถึง 70 เปอร์เซ็นต์ และเป็นสารที่ละลายน้ำได้ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ร่างกายสามารถนำเอชซีเอไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และไม่เกิดผลข้างเคียงในระยะยาว
ในภาคใต้โดยเฉพาะใต้ตอนล่าง หากใครเคยมีโอกาสไปเดินตามตลาดนัดจะพบว่า มีส้มแขกวางขายเยอะแยะ เขาจะฝานออกเป็นชิ้นบาง ๆ นำไปตากแห้งจาผลสีเขียวเหลือง จึงมีสีหมองคล้ำดำ ๆ และแห้งเป็นกรรมวิธีแบบพื้นบ้าน แต่สามารถเก็บเอาไว้ใช้ได้นานเป็นเวลา หลาย ๆ เดือน วิธีการนำไปใช้ก็ง่าย กว่ามะขามเปียก เพราะไม่ต้องผ่านขั้นตอนอะไรมาก เพียงนำไปล้างน้ำ ฝุ่นละอองให้สะอาด ก็ใส่ลงไปในหม้อได้เลย ใช้เพียงไม่กี่กลีบก็ได้รสเปรี้ยวแบบนุ่ม ๆ กลิ่นหอมชวนรับประทาน
และหากใครจะนำไป ต้มน้ำมารับประทาน โดยไม่ปรุงแต่งรสก็ยิ่งน่าจะดีกว่าการไปหาซื้อ พวกผลิตภัณฑ์ลดความอ้วน ซึ่งมีขายกันอยู่ในท้องตลาดราคาก็แพงกันสุด สุด แต่หากใครลองหาซื้อส้มแขกมาลองต้มดูจะได้อะไรที่มาจากธรรมชาติเพียว ๆ ออกฤทธิ์เห็นผลแน่นอน แถมราคาก็ไม่ได้แพงอย่างที่คิด
เมื่อ รับประทานในระยะแรก อาจจะทำให้รู้สึกหิวบ่อยขึ้น เนื่องจากการทำงานของการ์ซิเนีย ทำให้ร่างกายมีการเร่งระบบการเผาผลาญอาหาร ซึ่งจะใช้เวลาราว 1-2 สัปดาห์ และร่างกายจะปรับตัวเองช่วงนี้ก็ให้พยายามดื่มน้ำมาก ๆ และในระยะยาวจะทำให้รู้สึกไม่หิว และจะค่อย ๆ ปรับสมดุลของร่างกาย ให้พอกับความต้องการ ของพลังงานที่ต้องใช้ต่อวัน ของแต่ละบุคคล ดังนั้นเมื่อหยุดส้มแขกแล้วจึงมักจะไม่กลับมาอ้วนอีก
ที่มา...siamha.com
สมุนไพรรักษาโรคไต
สมุนไพรในปัจจุบันเรานิยมนำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันหลายอย่าง และสมุนไพรยังดีต่อสุขภาพ คนที่ป่วยเป็นโรคไต ยังสามารถนำสมุนไพรรักษาโรคไตได้ อีกด้วย โรคไตกับสมุนไพรนั้นต้องแยกระหว่างสมุนไพรบำรุงไตกับสมุนไพรขับปัสสาวะแล้ว แต่จุดประสงค์ในการใช้ว่าต้องการบำรุงไตหรือขับปัสสาวะ
สมุนไพรบำรุงไต ได้แก่ กระชายเหลืองหรือกระชายแกง ซังข้าวโพด ไหมข้าวโพด เห็ดหลินจือ ลูกหม่อน ถั่วเหลืองและหญ้าใต้ใบ เห็ดหลินจือจะช่วยได้ดีสำหรับกรณีไตวาย
สมุนไพรขับปัสสาวะ ได้แก่ หญ้าหนวดแมว ตะไคร้
โรคไตวาย
เกิดจากการที่ไตสูญเสียหน้าที่ ไม่สามารถขับน้ำ และของเสียออกจากร่างกายได้ ทำให้ร่างกายเสียสมดุล และเลือดเป็นพิษ ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลีย ซึม คลื่นไส้ และเสียชีวิตในที่สุดได้
โรคไตวายมี 2 แบบ คือ
1.แบบเฉียบพลัน คือไตวายชั่วคราว สามารถฟื้นกลับมาหายเป็นปกติได้
2.แบบเรื้อรัง ซึ่งการทำงานของไตเสียอย่างถาวร ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อีกแล้ว
โรคไตวายเรื้อรัง
ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เป็นภาวะที่ เกิดจากโรคหลายอย่าง สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่ โรคเบาหวาน ที่เป็นมานานเกิน 15 ปี เป็นโรคความดันโลหิตสูงนาน ๆ โรคไตอักเสบเรื้อรัง นิ่วก็เป็นสาเหตุที่พบบ่อยในคนไทย สาเหตุของโรคไตวาย เรื้อรังนั้นมีหลายอย่างบางอย่างสามารถรักษา และป้องกันการเสื่อม หรือชะลอการเสื่อมของไต ถ้าได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ และ ลดอาหารเค็ม ลดอาหารประเภทโปรตีน ควบคุมเบาหวาน ควบคุมความดันโลหิต ให้อยู่ในภาวะปกติ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังส่วนใหญ่ ควรลดอาหารเค็ม เพราะร่างกายไม่สามารถขับเกลือ ออกจากร่างกายได้ตามปกติ ทำให้บวมและความดันโลหิตสูง
โรคไตวายเรื้อรัง ไม่ว่าเกิดจากสาเหตุใด สุดท้ายจะทำให้เกิดภาวะ ยูเรเมีย ( Uremia ) เหมือนกัน คือทำให้มีอาการ ซีด บวม อ่อนเพลีย ซึมลง จนหมดสติและชักได้ ร่างกายจะดำรงอยู่ไม่ได้ถ้าไตไม่ทำงานขับถ่ายของเสีย
วิธีที่แพทย์ปัจจุบันใช้รักษาไตวาย
ส่วนใหญ่จะใช้วิธีการล้างไต ( Dialysis ) แต่การรักษาที่ดีที่สุด คือ การผ่าตัดปลูกเปลี่ยนไตจากคนที่บริจาคไตให้ แต่การปลูกเปลี่ยนไตมีข้อจำกัดที่สำคัญ คือ มีผู้บริจาคไตน้อย มีผู้ป่วยไตวายเรื้อรังนับร้อยนับพันคนรอการบริจาคไตอยู่ ผู้ป่วยเหล่านี้จะอยู่ได้ด้วยการล้างไต ระหว่างที่รอการปลูกไต
การล้างไตปัจจุบันมี 2 วิธี
1.วิธีการล้างไตทางหน้าท้อง ( CAPD : Continuous Ambulatory Peritoneal Dialysis )
วิธีนี้ใช้สายยางฝังไว้ในช่องท้องอย่างถาวร และใส่น้ำยาเข้าไปในช่องท้อง เพื่อล้างเอาของเสียในเลือดออก ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำยาวันละ 4 – 5 ครั้ง ทุกวัน วิธีนี้มีข้อดีที่ทำเองที่บ้านได้ แต่มีข้อเสียเกิดการติดเชื้อในช่องท้องสูงเมื่อทำไปนาน ๆ และมีการสูญเสียโปรตีนออกมาทางน้ำยามากในแต่ละวัน อาจเกิดภาวะขาดอาหารถ้ารับประทานอาหารไม่เพียงพอ
2.การฟอกเลือด ( Hemodialysis )
โดยการดูดเลือดจากผู้ป่วยไปล้างเอาน้ำ และของเสียออกโดยใช้ไตเทียม (เครื่องฟอกเลือด) เลือดที่ล้างแล้วจะไหลกลับเข้ามาในตัวผู้ป่วย วิธีนี้ใช้เวลาครั้งละประมาณ 4 ชั่วโมง เพื่อที่จะให้ได้ผลดีควรฟอกเลือดสัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้ง จะเลือกวิธีไหนดีขึ้นอยู่กับโรคของผู้ป่วย และความพอใจของผู้ป่วย แพทย์จะอธิบายให้ผู้ป่วยทราบทั้งข้อดี และข้อเสียของทั้ง 2 วิธี และแนะนำวิธีที่เหมาะสมให้ แต่ผู้ป่วยและญาติเป็นผู้ตัดสินใจเลือกเอง ว่าจะล้างไตหรือไม่ แล้วเลือกล้างไตวิธีใด
สมุนไพรบำบัดรักษาโรคไต
สมุนไพรบำรุงไตสามารถแยกออกได้เป็น 2 ประเภท
1. ประเภทที่บำรุงไตโดยตรง ได้แก่ กระชายเหลืองหรือกระชายแกง ซังข้าวโพด ไหมข้าวโพด เห็ดหลินจือ ลูกหม่อน ถั่วเหลืองและหญ้าใต้ใบ
2. ประเภทที่มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ซึ่งจะช่วยขับน้ำออกจากร่างกายเหมาะสำหรับคนที่ไตมีปัญหาขับน้ำ ได้แก่ หญ้าหนวดแมว ตะไคร้
ที่มา..................365healthyday
สมุนไพรที่ลำไส้ขาดไม่ได้!
มีอาการปวดท้อง แน่นท้องกันอยู่บ่อยๆ หรือเปล่า ถ้าใช่เรามาบำบัดอาการหรือป้องกันด้วยการรับประทานสมุนไพร เหล่านี้ จะได้สบายท้อง สบายลำไส้ ดีต่อสุขภาพ ของเราชัวร์
1. ใบแมงลัก
น้ำมันหอมระเหยจากใบแมงลักเป็นยาช่วยย่อย ลำไส้ใครไม่ค่อยทำงานจนท้องอืด ท้องเฟ้อเป็นประจำ ลองชิมใบแมงลักสักสี่ห้าใบแล้วจะติดใจ นอกจากนั้นยังช่วยขับลมในลำไส้ อาหารไม่ย่อย อาการอึดอัด แน่นไม่สบายท้อง ให้นำต้นและใบแมงลักต้มน้ำดื่ม
2. พริกสด
ความเผ็ดซู่ซ่าของพริกคืออยากกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งน้ำลายออกมา จากนั้นเอนไซม์ของน้ำลายจะช่วยย่อยแป้งให้อ่อนตัวลง กระเพราะกับลำไส้จะได้ไม่ต้องทำงานโหลดจนเกินไป
3. หอมแดง
แค่กินหอมแดงอย่างเดียว ลำไส้คุณก็ยิ้มแล้ว เพราะเท่ากับซื้อหนึ่งได้ถึง สี่ ได้แก่สารฟลาโวนอยส์ ไกลโคไซต์ เพคติน และกลูโคคินิน 4 สารบำรุงลำไส้และช่วยย่อยและทำให้เจริญอาหาร คุ้มกว่านี้มีอีกไหม
4. ใบกะเพรา
แม้ว่าผัดกะเพราะจะเป็นเมนูสิ้นคิด แต่คุณประโยชน์ของกะเพราะยังมากล้นอยู่ สรรพคุณในการขับน้ำดีในกระเพราะอาหารมาช่วยย่อยอาหารที่เรากินเข้าไป และยังช่วยย่อยไขมัน ลดอาการจุกเสียด
5. ตะไคร้
ให้เคี้ยวกิน แต่กินยากเกินไปหน่อย แต่ถ้าทำเป็นชาตะไคร้ หรือซอยบางๆกินกับยำ คงไม่ลำบากมากเกินไปสำหรับคนรักสุขภาพ สรรพคุณของตะไคร้เริ่ดไม่แพ้ใบกระเพรา คือช่วยขับน้ำดีออกมาย่อยอาหารเหมือนกัน รวมถึงแก้อาการปวดกระเพาะ และช่วยขับปัสสาวะ
6. กระเทียม
สำหรับคนที่มีอาการอาหารไม่ย่อย ให้เอากระเทียมมา 5 กลีบแล้วสับละเอียด กินทันทีหลังอาหาร กระเทียมจะช่วยกระตุ้นให้กระเพาะอาหารจอมขี้เกียจของคุณยอมย่อยอาหารมื้อ นั้นแต่โดยดี ถ้ากินทุกวันไม่นานอาการอาหารไม่ย่อยก็จะหายไปเอง แถมยังช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อด้วย
ที่มา... สสส.
วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2557
4 สมุนไพรต้านพิษโลหะหนัก
การใช้ชีวิตประจำวันของเราในปัจจุบันดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก กับการได้รับพิษโลหะหนัก เช่น ปรอท ตะกั่ว สารหนู แคดเมียม โคบอลต์ เป็นต้น ซึ่งโลหะหนักจะเข้าไปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและการทำงานของเซลล์ ทำให้เซลล์ตาย เกิดความผิดปกติทางพันธุกรรม ตัวการของการก่อมะเร็ง หากได้รับทีละน้อยจะสะสมอยู่ในร่างกาย และทำให้เกิดความผิดปกติของระบบต่าง ๆ ความรุนแรงของพิษโลหะหนักในแต่ละอวัยวะ ขึ้นอยู่กับชนิดของโลหะหนัก ปริมาณที่ได้รับ ช่องทางที่เข้าสู่ร่างกาย รวมถึงปัจจัยทางร่างกายของผู้ได้รับสารพิษ
โลหะหนักที่ตรวจพบได้มากและมีอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตสูง ได้แก่ ปรอท (Mercury) : มักพบพนเปื้อนอยู่ในอากาศ น้ำ ดิน ของโรงงานอุตสาหกรรมที่มีปรอทเป็นวัตถุดิบ พบในเครื่องสำอาง เช่น ครีมหน้าขาว และอาหาร ซึ่งปรอทจะเข้าสู่ร่างกายได้โดยการหายใจ การรับประทาน การสัมผัส และยังสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย และกระจายไปอวัยวะต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว
ในทางตรงกันข้าม ปรอทจะถูกขับออกจากร่างกายได้น้อยมาก และยังเป็นตัวการสำคัญที่เข้าไปทำลายเนื้อเยื่อสมอง และส่วนควบคุมการมองเห็น ซึ่งมีเหตุการณ์สำคัญที่เกิดจากพิษของปรอท คือ การเกิดโรคมินามาตะ ที่ประเทศญี่ปุ่น โดยมีสาเหตุมาจากการกินปลาที่มีสารปรอทปนเปื้อนในปริมาณสูง การได้รับสารปรอททีละน้อย แต่ได้รับมาเป็นระยะเวลานาน ทำให้มีอาการสั่น ชัก ปวดปลายมือปลายเท้า หงุดหงิด เหงือกบวมและมีเส้นทึบสีน้ำเงิน เลือดออกง่าย และเกิดภาวะเลือดจาง
ตะกั่ว (Lead) : ผู้ที่มีความเสี่ยงจากการได้รับพิษตะกั่ว คือ คนงานเหมืองตะกั่ว โรงงานแบตเตอรี่ โรงงานชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ ซึ่งพิษของตะกั่วมีผลต่อระบบประสาท ตับ ไต หัวใจ และทางเดินอาหาร ทำให้สมองเสื่อมจากพิษตะกั่ว ปวดกล้ามเนื้อ อัมพาต สารตะกั่วจะไปสะสมที่สมองส่วนฮิปโพแคมปัส (hippocampus) ซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และความจำ ซึ่งเด็กจะสามารถดูดซึมพิษของตะกั่วได้มากกว่าผู้ใหญ่ และหากได้รับพิษเป็นเวลานานจะมีผลทำให้พัฒนาการทางสมองช้ากว่าเด็กวัยเดียว กัน และทำให้สมองสูญเสียอย่างถาวร
แคดเมียม (Cadmium) : มักพบในแหล่งทำเหมือง อุตสาหกรรมยาสูบ บุหรี่ พลาสติก ยาง และปนเปื้อนในอาหาร น้ำ และอากาศ เมื่อร่างกายได้รับจะดูดซึมเข้าสู่ทางเดินอาหารและแพร่กระจายไปที่ตับ ม้าม และลำไส้ เมื่อสะสมในปริมาณมากจะทำให้เกิดมะเร็งได้ และหากได้รับเป็นเวลานานจะเกิดการอุดตันภายในปอด หลอดลมอักเสบ ถุงลมโป่งพอง ซึ่งโรคที่เกิดจากพิษของแคดเมียม เรียกว่า โรคอิไต-อิไต
“ทางการแพทย์แผนไทยมีสมุนไพรหลายชนิดที่สามารถมาใช้ในการต้านพิษโลหะหนักได้ อาทิ
รางจืด : หมอยาพื้นบ้านใช้ในการแก้พิษยาเบื่อ ยาสั่ง ยาฆ่าแมลง พืชพิษ เห็ดพิษ สุราและยาเสพติด รวมทั้ง พิษงู แมลงป่อง ตะขาบ โดยวิธีใช้ในผู้ที่ได้รับพิษรุนแรง ใช้กินใบเพสลาด (ใบที่ไม่อ่อนไม่แก่จนเกินไป) 10 – 12 ใบ ตำคั้นกับน้ำซาวข้าว หรือรากสดที่อายุ 2 ปีขึ้นไป เพียง 1 ราก โขลกหรือฝนกับน้ำซาวข้าวจนขุ่นข้นประมาณครึ่งแก้ว – 1 แก้ว ดื่มเฉพาะน้ำให้หมดทันทีที่มีอาการ หรืออาจใช้รางจืดแห้ง 300 กรัม ต่อน้ำ 1 ลิตร ต้มน้ำดื่มครั้งละ 1 แก้ว โดยให้ดื่มขณะอุ่นจะได้ผลดี หรือนำใบหรือรากมาหั่นฝอย ผึ่งลมให้แห้ง บดเป็นผงทำเป็นเม็ดลูกกลอน กินครั้งละ 5 กรัม โดยให้กินทุกหนึ่งชั่วโมงครึ่ง หรือ 2 ชั่วโมง จนกว่าอาการจะหายเป็นปกติ มีรายงานการวิจัยพบว่าสารสกัดใบรางจืดสามารถลดพิษที่เกิดจากสารตะกั่ว ซึ่งส่งผลต่อความจำและการเรียนรู้ของหนูทดลอง ลดการตายของเซลล์ประสาทโดยผ่านกลไกต้านออกซิเดชั่นและรักษาระดับเอนไซม์ caspase-3 ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าว โดยไม่มีผลลดระดับสารตะกั่วในเลือดและที่สมอง
ขมิ้นชัน : ขมิ้นชันอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ คือ สารเคอร์คูมิน(curcumin) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และการเกิดพิษจากโลหะหนักหลายชนิดที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับกลไกต้าน อนุมูลอิสระดังกล่าว มีการศึกษาพบว่า ขมิ้น ดีกับระบบการป้องกันพิษของแคดเมียมต่อลำไส้ ป้องกันพิษตะกั่วและแคดเมี่ยมต่อสมอง พิษของแคดเมี่ยมต่อไต โดยสารเคอร์คูมินมีผลลดการทำลายโครงสร้างเนื้อเยื่อบริเวณผนังลำไส้ บริเวณเลือดออกลดลง รักษาสมดุลของการหลั่งเมือกในลำไส้ ดังนั้น ผู้ที่อยู่ภายใต้สภาพมลภาะควรหาขมิ้นกินให้ได้ทุกวัน ครั้งละ 1 ช้อนชา วันละครั้ง
กระเทียม : มีรายงานการศึกษาพบว่า การทดลองกระเทียมมีฤทธิ์ป้องกันและรักษาแคดเมี่ยม และตะกั่วไม่ให้ไปมีผลต่อไต และอวัยวะต่าง ๆ ของหนูทดลอง และช่วยปรับระดับภูมิคุ้มกันในหนูที่มีระดับภูมิคุ้มกันต่ำหลังจากที่ได้รับ ตะกั่วและแคดเมียม ดังนั้น เราจึงควรรับประทานกระเทียม อย่างน้อยวันละ 7 - 8 กลีบ
มะขามป้อม : มะขามป้อมเป็นผลไม้ที่มีฤทิ์ต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีการใช้เป็นยาอายุวัฒนะและบำรุงร่างกายมาอย่างยาวนาน ทั้งยังช่วยแก้ไอได้ดี มีรายงานการวิจัยพบว่า การให้ผลมะขามป้อมบดในขนาด 50 กรัมต่อน้ำหนักตัวหนู 1 กิโลกรัม พร้อมอาหาร มีผลลดการเกิดพิษของตะกั่วต่อตับและไตในหนูทดลองได้ นอกจากนี้ มะขามป้อมยังป้องกันการเกิดสารอนุมูลอิสระที่เกิดจากการได้รับปรอท ดังนั้น การรับประทานมะขามป้อมเป็นประจำวันทุกวันนั้นเหมาะอย่างยิ่งกับผู้ที่อยู่ กับมลพิษ”
สำหรับ สมุนไพรที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเพียงตัวอย่างของสมุนไพรที่เราคุ้นเคย หาง่าย รับประทานง่าย คงพอที่จะช่วยได้บ้างในสถานการณ์ปัจจุบันที่สภาวะแวดล้อมรอบๆ ตัวเราเต็มไปด้วยมลพิษจากโลหะหนัก
ที่มา ... โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






